กูร์ตัวส์หนึบจัด! มาดริดพิชิตลิเวอร์พูล 1-0 คว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 14

917

เรอัล มาดริด ผงาดคว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 14 หลังจัดการเฉือนชนะลิเวอร์พูล โดยมีดาวเด่นคือ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ที่ฟอร์มหนึบตลอดทั้งเกม

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2021-2022 รอบชิงชนะเลิศ ที่สนามสต๊าด เดอ ฟรองซ์ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล อดีตแชมป์ 6 สมัย ดวลกับ เรอัล มาดริด อดีตแชมป์ 13 สมัย

เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดง เลือกจัดทัพมาในระบบ 4-3-3 ใช้สามแนวรุกเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน และ หลุยส์ ดิอาซ

ด้านราชันชุดขาวของ คาร์โล อันเชล็อตติ วางหมากมาในแผน 4-3-3 เช่นกัน ใช้สามแนวรุกเป็น เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, คาริม เบนเซมา และ วินิซิอุส จูเนียร์


อย่างไรก็ตาม เกมนี้กลับต้องล่าช้าจากกำหนดเดิมที่จะเตะในช่วง 2.00 น. เนื่องจากปัญหาด้านการจัดการนอกสนาม ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลบางส่วนที่มีตั๋วเข้าชมเกม แต่กลับไม่สามารถเข้าสนามได้ ทำให้เกมต้องเลื่อนไปแข่งขันในเวลา 2.36 น.

เริ่มเกมได้ 16 นาที เป็นฝั่งของลิเวอร์พูลมีโอกาสใกล้เคียงได้ลุ้นก่อน จากจังหวะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไหลบอลทางกราบขวาเข้ากลางให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ล้มตัวยิงด้วยขวาไปโดน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ล้มตัวปัดไว้ได้

ต่อมานาทีที่ 21 หงส์แดงมีโอกาสอีกครั้ง จากจังหวะที่ ติอาโก้ อัลคันทารา ไหลบอลให้ ซาดิโอ มาเน เลี้ยงหาช่องในเขตโทษแล้วยิงด้วยขวาไปโดน ธิโบต์ กูร์ตัวส์ พุ่งปัดไปชนเสาแล้วตามมาคว้าบอลติดมือ

จากนั้นนาทีที่ 45 มาดริดส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย จากจังหวะที่บอลชุลมุมในเขตโทษแล้วไปเข้าทาง คาริม เบนเซมา แปด้วยซ้ายเข้าไป แต่โดนผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า และเมื่อผู้ตัดสินเช็ค VAR ก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้จบครึ่งแรกสกอร์ยังเสมอกันอยู่ 0-0

ครึ่งหลังมาเป็นฝั่งของราชันชุดขาวจัดการพังประตูขึ้นนำ ในนาทีที่ 59 จากจังหวะที่ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ไหลบอลทางกราบขวาลึกไปเสาไกลให้ วินิซิอุส จูเนียร์ แปด้วยขวาจ่อ ๆ ไม่เหลือ ส่งให้อดีตแชมป์ 13 สมัยออกนำ 1-0

จากนั้นแม้ว่าลิเวอร์พูลจะพยายามโหมบุกหนักเพื่อหวังตีเสมอให้ได้ ทว่าก็ยิงไม่ผ่านมือ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ ที่วันนี้โชว์ฟอร์มเหนียวหนีบเซฟได้ทุกรูปแบบ ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นเรอัล มาดริดชนะไป 1-0 ผงาดคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นสมัยที่ 14 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ตลอดกาลได้สำเร็จ

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลิสซอน เบ็คเกอร์; เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, อิบราฮิมา โกนาเต้, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน; จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (นาบี เกอิต้า น.77), ฟาบินโญ, ติอาโก้ อัลคันทารา (โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน น.77); โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน, หลุยส์ ดิอาซ (ดิโอโก้ โชต้า น.65)

สำรองไม่ได้ใช้ : เจมส์ มิลเนอร์, โจ โกเมซ, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, เคอร์ติส โจนส์, ทาคุมิ มินามิโนะ, คอสตาส ซิมิคาส, โฌแอล มาติป, ควีวีน เคลเลเฮอร์, ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์

ใบเหลือง – ฟาบินโญ น.62

เรอัล มาดริด (4-3-3) : ธิโบต์ กูร์ตัวส์; ดานี การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ดาวิด อลาบา, แฟร์กล็องด์ เมนดี้; ลูก้า โมดริช (ลูก้า โมดริช น.90), คาเซมิโร, โทนี โครส; เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ (เอดูอาร์โด้ คามาวินก้า น.85), คาริม เบนเซมา, วินิซิอุส จูเนียร์

สำรองไม่ได้ใช้ : นาโช เฟร์นานเดซ, เอเด็น อาซาร์, มาร์โก อเซนซิโอ, มาร์เซโล, อังเดร ลูนิน, ลูคัส บาสเกวซ, แกเร็ธ เบล, โรดรีโก้, อิสโก้, มาเรียโน ดิอาซ

ขอบคุณที่มา goal.com