คิงส์คัพ ผ่านไป เราเห็นอะไรกันบ้าง?

9

#ช้างศึกริงไซด์ by akinson149

รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อบกับฟีฟ่าเดย์ของไทยในเดือนก.ย.ที่ในหนนี้มาในรูปแบบของทัวร์นาเมนต์ชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 48 โยกไปจัดกันถึง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางความชุ่มฉ่ำที่พระพิรุณบรรจงประเคนให้ตลอดการแข่งขัน

มีประเด็นให้เก็บตกอยู่ 2-3 เรื่องที่ผมคิดว่าคิงส์คัพ ครั้งนี้ทำให้เราได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น และผมอยากแชร์กับทางท่านผู้อ่านร่วมกัน

เรื่องแรก คือ โมเดลฟุตบอลสมัยใหม่วัดกันด้วยความคมและความฟิต

อันดับที่เกิดขึ้นในคิงส์คัพ หนนี้สะท้อนถึงเทรนฟุตบอลที่กำลังเป็นอยู่และ(น่าจะ)เป็นอย่างนั้นหลังจากนี้ไปอีกนาน ที่ว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่ต้อง “วิ่ง” และต้องไม่ลืมว่าการวัดผลแพ้-ชนะวัดกันที่ใครทำประตูได้มากกว่า หาใช่ว่าบอลอยู่กับใครนานกว่ากัน

มองง่ายๆใกล้ตัว ที่ทาจิกิสถาน ทีมที่ได้แชมป์ไปครองในปีนี้ที่อายุเฉลี่ยของทีมอยู่ที่แค่ 21 ปีเท่านั้น แถมจากสถิติที่ปรากฏออกมาจาก 2 เกม นักเตะทาจิกิสถานมีค่าเฉลี่ยในระยะทางวิ่งในสนามมากกว่าทั้งมาเลย์และตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ยิ่งไปกว่านั้นหากวัดกันด้านความแม่นยำในการจบสกอร์ ทาจิกิสถานก็มีจำนวนครั้งที่ยิงตรงกรอบมากกว่า ทั้งๆที่ทั้งสองเกมพวกเขาหาใช่ทีมที่เอาดีด้านครอบครองบอล พูดง่ายๆคือไม่จำเป็นต้องเน้นเอาบอลไว้กับตัวแต่หันไปเน้นเรื่องทรานซิชั่น และการเข้าทำที่เฉียบคมแทน

เฉกเช่นเดียวกับมาเลย์ของโค้ชคิม พัน กนที่ได้รองแชมป์ไปครอง พวกเขามีอายุเฉลี่ยของทีมอยู่ที่ 23 ปี และมีความเฉียบคมในการเข้าทำดีกว่าไทยถึงเกือบสองเท่า (41.66% ต่อ 22.22%) นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าแม้สกอร์ใน 90 นาทีจะออกมาเสมอกัน แต่แฟนบอลไทยก็ยังมองว่าเป็นมาเลย์ที่ดูดีกว่า

เรื่องที่สอง คือ หน้าใหม่ไทยเชื่อขนมได้

การขาดหายไปของ “คนหน้าเก่า” โดยเฉพาะตำแหน่งผู้รักษาประตูทั้งแชมป์, บอย และตอง ที่ถูกแทนที่ด้วยเจ้าไอซ์และเจ้าต้นไม่ได้สร้างปัญหาให้ทีมชาติไทยแต่อย่างใด เพราะทั้งสองรายต่างทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเรื่องปฎิกริยาที่ไวที่ช่วยเซฟให้ไทยรอดจากเงื้อมมือเพชรฆาต

ไม่เพียงแค่ตำแหน่งนายทวารเท่านั้น ผู้เล่นหน้าใหม่ที่ถูกส่งลงสนามในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกอย่างเจ้าหนึ่ง ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, เจ้านาย ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ และเจ้าต้น ธีรศักดิ์ เผยพิมาย ทั้งหมดต่างก็ถือว่า “สอบผ่าน”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายของเจ้าหนึ่งเองที่เจ้าตัวทั้งยิงทั้งจ่ายช่วยให้ไทยสามารถคว้าอันดับ 3 มาได้ ไม่เสียทีที่บินไปเก็บวิชาจากแดนกระทิงดุกับอูนิโอน อาดาร์เบ ผมคิดว่าบรรดาแข้งอายุน้อยที่ทำผลงานได้ดีในคิงส์คัพหนนี้ มีโอกาสสูงเลยที่เราจะได้เห็นพวกเขาอีกครั้งในแคมป์อาเซียนคัพ เพราะอย่าลืมว่ารายการนั้นเตะไม่ตรงปฎิทินฟีฟ่า และไทยก็คงหมดสิทธิ์ใช้งานทั้งแข้งต่างแดนและบรรดารุ่นพี่ที่เป็นตัวหลักสโมสรต่างๆ

เรื่องสุดท้าย คือ สปิริตแฟนบอลไทยที่น่ายกย่อง

“Football without fans is nothing”

คำกล่าวของยอดบรมกุนซือผู้ที่มีลิสถ้วยรางวัลของตัวเองยาวเป็นหางว่าว ผู้ที่ได้เข้าทำเนียบฮอล ออฟ เฟรมของฟุตบอลสก็อตแลนด์และสโมสรดันเฟิร์มลิน ชายผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นกุนซือที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลจากการจัดอันดับของนิตยสาร World Soccer และสื่อดังอย่าง ESPN ยอดโค้ชผู้พาเซลติกกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ, แชมป์ลีก10 สมัย, แชมป์บอลถ้วยอีก 8 ใบ พ่วงด้วยแชมป์ลีกคัพ อีก 6 ครั้ง ชายที่มีชื่อว่า “จ็อค สไตน์ (Jock Stein)”

ผมแทบจะอดเป็นห่วงไม่ได้ในเรื่องของจำนวนแฟนบอลในสนามในเกมนัดชิงที่ 3 ของไทยหลังจากที่เราพลาดเข้าชิงฯ เพราะก็พอจะรับรู้และเข้าใจดีถึงความรู้สึกผิดหวังของแฟนบอลส่วนใหญ่กับผลการแข่งขันกับมาเลย์ ประกอบกับได้ยินข่าวว่ามีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยเลยที่ประกาศขายตั๋วในแมตช์ชิงที่ 3 ชนิด “หั่นราคากันเหมือนยกให้ฟรี” ยิ่งทำให้ช็อคเข้าไปอีก

ยิ่งไปกว่านั้นจากสภาพของฟ้าฝนที่ไม่เป็นใจที่ส่งผลให้เรื่องของการเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น จากประสบการ์ณที่ผมเคยเชียร์ทีมชาติไทยติดขอบสนามท่ามกลางสายฝนมาก็ต้องยอมรับว่าการตะโกนหรือร้องเพลงเชียร์แข่งกับเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก (มากเป็นหลายเท่า) จึงคิดว่าจำนวนแฟนบอลไทยคงมีน้อยกว่านัดแรกแน่ๆ (ดีไม่ดีอาจหายไป 30-40% แบบเข้าใจได้)

แต่ความเป็นห่วงนั้นกลับหายไปหลังได้เห็นตัวเลข 12,212 คนในสนาม และคงมีแฟนบอลอีกมากมายที่แม้ไม่ได้เดินทางมาแต่ก็เชื่อว่าก็คงจะกำลังเชียร์ผ่านหน้าจออยู่แน่ๆ(จากที่เห็นบรรยากาศในซอยบ้านผมที่เสียงเฮมีออกมาเป็นระยะๆอย่างครื้นเครง) นับเป็นกำลังใจที่ดีและเป็นแรงขับที่ส่งไปถึงทีมงานทีมชาติ ซึ่งเชื่อว่าพวกเขาทุกคนสัมผัสถึง

ที่ 3 ก็ไม่ได้แย่นักหรอก เพราะด้านคะแนนฟีฟ่าก็ยังพอได้มาแบบพอกล้อมแกล้มได้อยู่ เอาจริงคิงส์คัพ ครั้งนี้ ก็ทำให้เราได้เห็นข้อบกพร่องของตัวเองที่ต้องรีบนำกลับไปแก้กันใหม่เพื่อทัวร์นาเมนต์ต่อๆไป

ฟีฟ่าเดย์ของไทยจบลงเรียบร้อยแล้ว พักชมสิ่งที่น่าสนใจอย่าง “เวิลด์คัพ 2022” ซักครู่ ก่อนกลับมา “บู๊” กันใหม่นะ!

akinson149
………………………………………..
“akinson149” พงศ์รัตน์ วินัยวัฒนวงศ์
Moderator เพจ thailandsusu (Section: บทความ-แปลข่าวบอลไทย) และคอลัมนิสต์ฟุตบอลไทย

#ทีมชาติไทย #TogetherAsOne #Changsuek #Thailand #บอลไทย #ฟุตบอลไทย #FAThailand #FIFADAY #InternationalAmatch #KingsCup48 #คิงส์คัพ

แบ่งปัน