ซน ฮึง มิน จากหยาดเหงื่อและน้ำตา

13

[ #จากหยาดเหงื่อและน้ำตา ]

พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ปิดฉากลงเรียบร้อย พร้อมทิ้งความประทับใจหลายอย่าง ไว้ให้บรรดากองเชียร์ได้พูดถึงนำมาถกกันต่อ

การขับเคี่ยวแย่งแชมป์จนกระทั่งมาลุ้นกันนัดสุดท้าย สถานการณ์พลิกผันไปมาน่าระทึก ก่อนแมนฯซิตี้จะสร้างปาฏิหาริย์รัว 3 ประตูใน 5 นาที แซงเชือดแอสตัน วิลล่าน่าหวาดเสียว แล้วเข้าป้ายป้องกันแชมป์สำเร็จ

ลิเวอร์พูลเองก็โชว์ความเป็นยอดนักสู้อันทรหด ไม่ยอมแพ้ให้กับชะตาง่ายๆ ยื้อจนกระทั่งทุกคนต้องรอจนสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย จึงได้บทสรุป

สองทีมนี้ยังแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพระดับท็อปของยุโรป จนเกิดการทำนายว่า ไม่แคล้วซีซั่นหน้ามาห้ำหั่นกันอย่างนี้อีกแน่ๆ

แต่ความประทับใจที่ตรึงอารมณ์ของใครหลายคนเอาไว้ น่าจะเป็น ซน ฮึง มิน ผงาดครองดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก เป็นการได้ร่วมกับ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ หลังยิงเท่ากัน 23 ประตู

นั่นส่งให้ ซน กลายเป็นแข้งคนแรกของเอเชีย ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ตอกย้ำการเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในทวีป ซึ่งมักถูกมองว่ายังห่างไกลจากคำว่าที่สุดในโลกฟุตบอล

ว่ากันว่าเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่อังกฤษ ผู้คนมหาศาลทั่วทั้งโลก ต่างจ้องตาไม่กระพริบที่เอติฮัต สเตเดี้ยมกับแอนฟิลด์ เพื่อลุ้นการแย่งแชมป์อันเข้าไคล

แต่ชาวเกาหลีใต้จำนานมาก โฟัสไปที่แคร์โรว์ โร้ดสังเวียนแข้งของนอริช ซิตี้ เอาใจช่วย ซน ให้ระเบิดตาข่ายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ก่อนลงเกมนัดสุดท้าย ซน เก็บยอดไปทั้งสิ้น 21 ประตู ตามหลัง ซาลาห์ อยู่ 1 ตุงด้วยกัน แถมสถานการณ์ไม่ได้เป็นรองนัก เพราะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์เจอนอริช ที่ตกชั้นมาพักใหญ่

นอกจากรางวัลดาวยิงสูงสุดของ ซน แล้ว ทางไก่เดือยทองยังต้องมุ่งมั่นกับชัยชนะ เพื่อจบอันดับ 4 สำหรับการคว้าสิทธิ์ไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าอีกด้วย

ครึ่งแรกผ่านพ้นไป สเปอร์สนำสบาย 2-0 จองไปเล่นถ้วยใหญ่ยุโรป แต่ความน่าตื่นเต้นสำหรับกองเชียร์ ซน ฮึง มิน ยังไม่จบแค่ตรงนั้น เพราะสองประตูดังกล่าว ไม่มีชื่อเป็นผู้ทำสกอร์

เดยัน คูลูเซฟสกี้ กับ แฮร์รี่ เคน 2 แนวรุกที่ประสานร่วมกับ ซน ช่วยกันยิงคนละประตู ก่อนทาง คูลูเซฟสกี้ จะมาบวกเพิ่ม 3-0 ในนาทีที่ 64

อย่างไรก็ตาม ซน ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีจัดการกดเบิ้ล นาทีที่ 70 ต่อด้วย 75 พาสเปอร์สทิ้งไกลสุดกู่ 5-0 แต่นั่นไม่น่าตื่นเต้นเท่าเขาแซงขึ้นนำดาวยิงเดี่ยวๆแล้ว หากคิดแบบเรียลไทม์

เพียงแต่ ซาลาห์ เองก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมทั้งช่วยลิเวอร์พูลไล่ล่าแมนฯซิตี้แบบไม่ย่นย่อ ซัดให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะชุลมุน ทำให้สองคนยิงเท่ากันที่ 23 ประตู

นับเฉพาะของ ซน ไม่มีการยิงจุดโทษมาผสมเลย เพราะหน้าที่ดวลเป้าเป็นของ เคน คู่หูดูโอ

สุดท้ายการเป็นครองรางวัลร่วมกันอย่างสมศักดิ์ศรีและ ซน เคลมไปเลยว่านี่คือความภูมิใจของชาวเอเชีย รวมถึงประกาศศักดาให้รู้กันเลยว่า แข้งที่มาจากฝั่งตะวันออกไกล ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ไม้ประดับหรือขยายฐานตลาดแฟนบอลอย่างที่ชอบพูดกัน

จาก พาร์ค ซี ซอง ที่มาสร้างชื่อกับแมนฯยูไนเต็ด แต่ยังเกิดคำถามคาใจว่า อาศัยความฟิต ขยันขันแข็ง ไม่ใช่เรื่องของความสามารถเชิงลูกหนังเป็นตัวนำ

แต่สำหรับปรากฏการณ์ของ ซน ครั้งนี้ ปราศจากสิ้นข้อสงสัย ไม่มีคำถามหรือข้อสงสัยกันอีกแล้ว

นับตั้งแต่ย้ายจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นมาร่วมก๊วนสเปอร์สเมื่อซัมเมอร์ 2015 ซน ซัลโวไปแล้ว 131 ประตูทุกรายการ ไม่ใช่แค่รักษามาตรฐานอันยอดเยี่ยม ทว่าเป็นการยกระดับพัฒนาแบบต่อเนื่องต่างหาก

ไม่ใช่แค่จำนวนประตูเท่านั้น แต่สถิติแอสซิสต์ยังน่าสนใจอีกด้วย เพราะเล่นในตำแหน่ง Forward กองหน้าตัวที่สอง ไม่ใช่ตัวเป้าที่คอยเฝ้าพื้นที่ในกรอบเขตโทษ เลยป้อนให้เพื่อนยิง 10 ครั้งในซีซั่นนี้

แล้วถ้าย้อนไปฤดูกาล 2020/21 ซน กระหน้ำ 22 ประตู 17 แอสซิสต์จากทุกรายการที่ลงโม่แข้ง 51 นัด ภาพในอดีตยิ่งขับให้ปัจจุบันมีความเด่นชัดมากขึ้นอีก

ในขณะเดียวกันนักข่าวอังกฤษหลายคน จากสื่อชั้นนำมากมาย ยังเลือก ซน ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกในซีซั่นล่าสุดที่เพิ่งปิดฉากอีกต่างหาก

ทุกคนเปิดใจรับแล้วว่า ซน ฮึง มิน คือของจริง ไม่เกี่ยวข้องกับแรงโปรโมตหรือความพยายามผลักดันเรื่องเหตุผลของการตลาดอะไรทั้งสิ้น

ที่สำคัญเขาขยับเข้าใกล้เวิลด์คลาสทุกทีแล้ว

———————-

“ยอมรับตามตรง ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะทำสำเร็จ มันคือความฝันเลยนะ แล้วตอนนี้รางวัลก็อยู่ในมือผมแล้ว”

ซน ฮึง มิน เปิดใจไว้อย่างน่ารักน่าชัง หลังจากรับรางวัลรองเท้าทองคำ ในฐานะดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก ลีกที่ถูกยกย่องให้แข็งแกร่งและดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน

กรกฎาคมนี้ ซน จะอายุครบ 30 ปีเต็มแล้ว ถือว่าไม่น้อยเลย บางคนมองว่าอายุการใช้งานหรือช่วงพีกของอาชีพค้าแข้งคงอยู่ได้ไม่นาน

แต่อย่าลืมความทันสมัยล้ำยุคของวิทยาศาสตร์การกีฬา เสริมด้วยการเอาใจใส่ดูแลร่างกายอย่างดีเยี่ยมเป็นพิเศษ เพื่อนำไปสู่ความเป็นเลิศ อาจยื้อให้ ซน ยืนหยัดอยู่ในจุดท็อปต่อไปไม่ยาก

เพราะปูมหลังก็ฟ้องอยู่แล้วว่า ซน มีพื้นฐานอย่างไร ไม่ได้มาจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่ได้พรแสวงนี่แหล่ะที่เป็นตัวแปรสำคัญเสริมสร้าง

เขาถูกผู้เป็นพ่อคือ ซน วอง จอง ซึ่งเป็นอดีตแข้งอาชีพเล่นในเคลีกของเกาหลีใต้และเคยติดทีมชาติชุดบี เคี่ยวกรำอย่างหนัก เพื่อให้เติบโตขึ้นเป็นผู้เล่นชั้นนำ

มันเหมือนชะตาของ ซน จะถูกขีดไว้เรียบร้อยแล้ว ห้ามเป็นอื่นอย่างเด็ดขาด ดังนั้นจึงต้องเริ่มฝึกซ้อม ทำงานอย่างหนักตั้งแต่อายุไม่ครบ 10 ขวบดีด้วยซ้ำ

พ่อสอนให้รู้จักมีน้ำอดน้ำทน อย่ายอมแพ้ต่ออุปสรรคง่ายๆ ความเป็นนักสู้นี่แหล่ะจะเป็นบันไดขั้นสำคัญ ไต่ไปสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า

ซน เคยเล่าให้ฟังว่า โดนจับเดาะลูกบอลโดยไม่ให้ตกจากพื้นเป็นเวลายาวนาน 3-4 ชั่วโมง จนตาลายมึนงง มองเห็นบอลเป็นสองลูก แต่ก็ห้ามหยุดกลางคันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษทันที

บางครั้งเมื่อทนไม่ไหว เขาต้องไปแอบร้องไห้ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพ่อต้องเข้มงวดสุดโหดอย่างนี้กัน อยากจะเล่นสนุกแบบเพื่อนร่วมรุ่น ก็ทำไม่ได้แค่มองตาปริบๆ ก่อนจะได้ยินย้ำคำเดิมว่า — เดี๋ยวโตขึ้นเพื่อนฝูงเหล่านั้นอยากจะเป็นอย่างแกทั้งหมดแหล่ะ

วันเวลาผ่านนานเข้า ซน เลยถูกหล่อหลอมจากความทนทาน แข็งแกร่ง บวกด้วยทักษะอันดีเยี่ยม จากการฝึกฝนเดาะบอล สัมผัสทุกรูปแบบและการใช้สองเท้าให้ใกล้เคียงกัน

จากบุนเดสลีกาสู่พรีเมียร์ลีก ซน ค่อยๆใช้เวลาบ่มเพาะและเรียนรู้ ซึ่งเขาเคยบอกว่า มันไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งได้เห็นนักเตะเก่งๆปะทะฝีเท้าด้วยหรือเผชิญหน้าพวกกองหลังเขี้ยวๆ ล้วนแต่ช่วยได้อย่างดี

จนมาวันนี้เขากลายเป็นตัวแทนความภูมิใจของชาวเอเชีย สร้างชื่อกระหึ่มในพรีเมียร์ลีก ไม่ใช่แค่มาจุดกระแสฮือฮาสั้นๆ แล้วก็จากไปแบบเงียบเชียบ

แต่ ซน ฮึง มิน รอเป็นอีกหน้าตำนานของประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษอย่างแท้จริง

————-