วิเคราะห์ “ทีมเต็ง” ซูซูกิ คัพ 2020

40

[ SPECIAL SCOOP : วิเคราะห์ ‘ทีมเต็ง’ ซูซูกิ คัพ 2020 ]

ทัวร์นาเมนต์ ซูซูกิ คัพ 2020 กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ว่าแล้ว ‘Cheerball’ ขอปรับตัวเข้ากับมหกรรมการแข่งขันลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันนี้เรามา ‘วิเคราะห์’ และ ‘เจาะลึก’ ทีมเต็งถึงโอกาสที่จะหยิบ ‘แชมป์’ รายการนี้!!

1. #เวียดนาม

โค้ช : พัก ฮัง-ซอ (เกาหลีใต้)
เขาคือผู้เปลี่ยนเวียดนาม ให้กลายเป็นเสือร้ายแห่งภูมิภาคอาเซียน การนำทีมเป็นแชมป์ ซูซูกิ คัพ 2018 และผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ในรอบสุดท้ายคือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่ากุนซือคนนี้เก่งกาจเพียงใด

นักเตะเด่น : เหงียน คอง เฟือง
กองกลางตัวรุกวัย 26 ปี คือผู้เล่นที่ทำประตูในนามทีมชาติได้มากที่สุดในชุดนี้ เขาเป็นกำลังสำคัญของทัพดาวแดงมาหลายปีและมีทีเด็ดตรงการทะลุทะลวงที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ด้วยตัวคนเดียว

นักเตะน่าจับตามอง : เหงียน ควาง ไฮ
อีกหนึ่งนักเตะเกมรุกที่ฟอร์มการเล่นสม่ำเสมอ เขาอาจจะไม่ได้มีความเร็วในระดับฉีกกระชากแนวรับได้เหมือนคนอื่นๆ แต่หมอนี่ถูกแทนที่ด้วยการเล่นกับทีมได้อย่างกลมกลืน บวกกับวินัยตลอด 90 นาที ที่ทำให้ ควาง ไฮ กลายเป็นผู้เล่นชั้นนำของอาเซียน

จุดแข็ง : ระเบียบวินัยคือสิ่งที่เวียดนาม ชุดปัจจุบันขึ้นชื่อลือชาเหลือเกิน พวกเขาเล่นด้วยความอดทน ไม่ว่าใครก็ตามที่เผชิญหน้ากับทัพดาวแดงต่างก็ต้องเจอะกับการวิ่ง-สู้-ฟัดแบบไม่มีหมด

จุดอ่อน : แม้จะมีความเหนียวแน่น แต่สิ่งที่เวียดนามขาดหายไปคือความเฉียบขาดในการจบสกอร์

ความสำเร็จใน ซูซูกิ คัพ : แชมป์ 2 ครั้ง (2008 และ 2018)

แรงจูงใจสู่การเป็นแชมป์ : ตลอด 3-4 ปี หลังสุด ไม่มีใครปฏิเสธว่าเวียดนาม คือมหาอำนาจหมายเลข 1 ของวงการลูกหนังภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นถ้าพวกเขาจะต่อยอดไปต่อยาวๆ การได้ถ้วย ซูซูกิ คัพ จะเป็นบททดสอบชั้นดีว่าพวกเขาจะก้าวสู่อีกระดับได้หรือไม่

โอกาส : ถ้าความมั่นใจไม่หดหายไปกับฟอร์มที่ไม่สู้ดีนักในช่วงคัดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เวียดนาม คือเต็งหนึ่งสำหรับทัวร์นาเมนต์นี้

2. #ไทย

โค้ช : อเล็กซานเดร โพลกิ้ง (บราซิล)
กุนซือผู้มาพร้อมปรัชญา ‘เกมรุก’ อันดุดัน เขารู้จักนักเตะไทย เป็นอย่างดี จึงได้รับภารกิจใหญ่ที่มาพร้อมความกดดันอันหนักอึ้ง ทว่าด้วยบุคลิกและมันสมอง โพลกิ้ง ไม่เป็นรองใครในแถบนี้แน่นอน

นักเตะเด่น : ชนาธิป สรงกระสินธ์
ซูเปอร์ สตาร์ เบอร์หนึ่งของอาเซียน เขาสามารถพลิกเกมได้เพียงเสี้ยววินาที การได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีมน่าจะเพิ่มความมุ่งมั่นอย่างทวีคูณกับการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ให้ช้างศึก

นักเตะน่าจับตามอง : ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร
กองกลางจาก เลสเตอร์ ซิตี้ พิสูจน์ให้เห็นในระดับหนึ่งแล้วว่าคลาสบอลไม่ธรรมดา การได้เล่นร่วมกับบรรดาดาวดังทั้ง ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา และ ชนาธิป น่าจะเพิ่มมิติให้กับทีมชาติไทย อย่างแน่นอน

จุดแข็ง : หากเทียบกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ไทย คือทีมที่กินขาดแบบไม่มีข้อโต้แย้ง นักเตะชุดนี้ถือว่าครบครันทั้งเรื่องประสบการณ์และความสามารถ อยู่ที่ว่า โพลกิ้ง จะปรุงแต่งให้กลมกล่อมขนาดไหนเท่านั้นเอง

จุดอ่อน : ด้วยโปรแกรมการแข่งขันลีกในประเทศที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นหลายๆ รายอาจจะเกิดอาการเหนื่อยล้าสะสม บวกกับเรื่องของการเตรียมทีมที่สั้นมากจนอาจจะทำให้ช้ำชอกอีกครั้ง

ความสำเร็จใน ซูซูกิ คัพ : แชมป์ 5 ครั้ง (1996, 2000, 2002, 2014, 2016)

แรงจูงใจสู่การเป็นแชมป์ : การร้างลาความสำเร็จมาหลายปีดีดัก ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์ระดับอาเซียน หากแต่รวมถึงทีมชาติในทุกระดับที่ไทย ไม่ได้สัมผัสแชมป์มานาน ดังนั้น ‘ความกระหาย’ นี่แหละคือพลังผลักดันของทัพช้างศึกชุดนี้

โอกาส : หลังจากผงาดง้ำอยู่หลายปี แถมลีกในประเทศก็แข็งแรง แต่ผลงานระดับชาติยังตกต่ำ ซูซูกิ คัพ หนนี้เป็นเหมือนการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะถ้าล้มเหลว บางทีอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงอีกหลายสิ่ง แต่ถ้ากลับสู่ความยิ่งใหญ่ได้ ทุกอย่างจะคลายตัวและก้าวไปข้างหน้าได้ไวขึ้น

3. #มาเลเซีย

โค้ช : ตัง เช็ง โฮ
อีกหนึ่งโค้ชที่มีผลงานจับต้องได้ เพราะนับตั้งแต่ เช็ง โฮ เข้ามาเป็นบิ๊กบอสมาเลเซีย เมื่อปี 2017 ทีมดูจะมีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ แบบมีทิศทางที่ดี เพราะก่อนหน้าจะได้รองแชมป์ในปี 2018 ทัพเสือเหลืองเพิ่งจะตกรอบแรกอยู่เลย

นักเตะเด่น : ซาฟาวี่ ราซิด
ปีกตัวจี๊ดผู้มีทีเด็ดในเรื่องฟรีคิกคนนี้คือนักเตะที่ถูกสื่อทั่วทั้งอาเซียน ยกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ต้องจับตามองมากที่สุดของทัวร์นาเมนต์ อายุเพียง 24 แต่สามารถแบกรับความคาดหวังได้ แค่นี้ก็พอจะบอกได้ถึงความยอดเยี่ยมของหมอนี่แล้ว

นักเตะน่าจับตามอง : ลัคมาน ฮาคีม ชัมซูดีน
กองหน้าวัย 19 ปี คนนี้ถือเป็นเพชรเม็ดงามของวงการลูกหนังมาเลเซีย เขาถูก เดอะ การ์เดี้ยน สื่ออังกฤษ ยกให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นดาวรุ่งที่จะเฉิดฉายในอนาคต อีกทั้งยังมีรางวัล ‘ดาวซัลโว’ ของรายการ เอเอฟซี ยู-16 เป็นเครื่องการันตีคุณภาพ

จุดแข็ง : มาเลเซีย ชุดนี้เล่นได้หลากหลายรูปแบบ นั่นคือสิ่งที่ เช็ง โฮ เก่งกาจมาก เพราะว่าเขามักจะปรับยุทธวิธีตามคู่ต่อสู้ที่พบเจอ

จุดอ่อน : คล้ายๆ กับไทย ในเรื่องของการที่นักเตะเข้ามาร่วมฝึกซ้อมด้วยกันค่อนข้างช้า เนื่องจากโปรแกรมลีกในประเทศ ทำให้เรื่องสภาพร่างกายอาจจะไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร

ความสำเร็จใน ซูซูกิ คัพ : แชมป์ 1 ครั้ง (2010)

แรงจูงใจสู่การเป็นแชมป์ : นี่คือการครบรอบ 10 ปี พอดิบพอดีกับการที่มาเลเซีย ได้แชมป์อาเซียน หนแรก ดังนั้นพวกเขาย่อมหวังถึงการฉลองการครบรอบใน ซูซูกิ คัพ หนนี้แน่

โอกาส : ศักยภาพของมาเลเซีย ไม่ได้เป็นรองชาติใดในอาเซียน พวกเขาคือทีมที่มีทรัพยากรนักเตะครบครันในทุกตำแหน่ง อยู่ที่ว่าบุญพา-วาสนาส่งจะไปถึงจุดใดเท่านั้นเอง

4. #สิงคโปร์

โค้ช : ทะสึมะ โยชิดะ (ญี่ปุ่น)
อดีตเทรนเนอร์ของสโมสรระดับ เจลีก เขาเคยคุมทัพ คาชิวะ เรย์โซล, อัลบิเร็กซ์ นีงาตะ และ ว็องโฟเรต์ โกฟุ มาแล้ว ดังนั้นงานที่สิงคโปร์ คือความท้าทายที่ตนเองต้องการจะพิสูจน์ตัวเองว่ามีฝีมือไม่แพ้ใคร

นักเตะเด่น : อีร์ฟาน ฟานดี้
เซนเตอร์ฮาล์ฟ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ผู้พิสูจน์ตนเองแล้วว่าเป็นหนึ่งในนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดใน ไทยลีก เขารู้จักวิธีการรับมือผู้เล่นจากแดนสยามเป็นอย่างดี หมอนี่นี่แหละคือตัวแปรสำคัญของทัพ ดิ ไลอ้อนส์

นักเตะน่าจับตามอง : อิ๊คซัน ฟานดี้
น้องชายแท้ๆ ของ อีร์ฟาน แต่เล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า หมอนี่เพิ่งจะอายุ 22 แต่รูปร่างบึกบึนกำยำ โดยปัจจุบันค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดของนอร์เวย์ กับสโมสร เชิร์ฟ และก็มีค่าเฉลี่ยยิงประตูให้สิงคโปร์ 1 ลูก ต่อ 2 นัด อีกด้วย

จุดแข็ง : แม้จะไม่ได้ถูกยกให้เป็นทีมเต็งลำดับต้นๆ แต่ด้วยความเป็นเจ้าภาพและนักเตะในทีมต่างก็ไม่ธรรมดา รวมไปถึงยังมีบางรายที่โอนสัญชาติเข้ามา ทำให้ไม่อาจประมาทสิงคโปร์ ได้เลย

จุดอ่อน : โค้ชของพวกเขาดูจะด้อยที่สุดในบรรดาทีมกลุ่มลุ้นแชมป์ สถิติการคุมทัพของ โยชิดะ ฟ้องทนโท่ว่าน่าเป็นห่วง กับตัวเลข แข่ง 13 นัด แพ้ 3, เสมอ 3 และแพ้ไปถึง 7 เกม เปอร์เซ็นต์เข้าวินมีเพียง 23.08 เท่านั้น

ความสำเร็จใน ซูซูกิ คัพ : แชมป์ 4 ครั้ง (1998, 2004, 2007, 2012)

แรงจูงใจสู่การเป็นแชมป์ : การได้เล่นในบ้านย่อมเป็นพลังบวก และเมื่อรวมกับศักดิ์ศรีอดีตแชมป์ 4 สมัย เข้าไปอีก ทำให้ความกระหายของทัพนักเตะ ดิ ไลอ้อนส์ เพิ่มพูนทวีคูณ

โอกาส : ถือเป็น ‘ม้ามืด’ ที่ไม่อาจจะประมาทได้ แถมการได้เล่นในถิ่นตัวเองย่อมมีปัจจัยหลายหลากที่ได้เปรียบชาติอื่นๆ

5. #ฟิลิปปินส์

โค้ช : สกอตต์ คูเปอร์
อดีตโค้ชผู้เจนจัดในเมืองไทย เพราะเคยคุมทีมใหญ่อย่างเมืองทอง และ บุรีรัมย์ ก่อนจะบินไปหาความท้าทายใหม่ที่ฟิลิปปินส์ ตั้งแต่ปี 2018 พร้อมกับค่อยๆ สร้างทัพ อัซกัลส์ ให้น่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆ

นักเตะเด่น : เควิน อินเกรโซ่
นักเตะสารพัดประโยชน์ จาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด คือผู้เล่นหลักของฟิลิปปินส์ ในยุคของ คูเปอร์ เขาอาจจะเล่นไม่หวือหวา แต่ทุกครั้งที่ออกบอลนั้นเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แถมยังมีฟรีคิกที่หวังผลได้เป็นเครื่องหมายการค้า

นักเตะน่าจับตามอง : เบียนเบนีโด้ มาราญอน
แนวรุกเจ้าของสถิติ ‘ยิงประตูสูงสุดตลอดกาล’ ของถ้วย เอเอฟซี คัพ เพิ่งได้สัญชาติฟิลิปปินส์ในปี 2021 นี้เอง ก่อนจะถูกเรียกตัวมาประจำการในแดนหน้าเพื่อล่าตาข่ายเป็นหนแรกในทัวร์นาเมนต์นี้

จุดแข็ง : ฟิลิปปินส์ ชุดปัจจุบันอุดมไปด้วยนักเตะลูกครึ่ง ซึ่งแต่ละคนก็เล่นอยู่ในยุโรป ทั้งนั้น ขณะที่บางส่วนก็ค้าแข้งในลีกไทย และเป็นตัวหลักตามสโมสรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเกรโซ่ (บีจี ปทุม), อามานี่ อากินัลโด้ (หนองบัว พิชญ เอฟซี), ไดซึเกะ ซาโตะ (สุพรรณบุรี เอฟซี) และอีกหลายราย ทำให้มั่นใจได้เลยว่าฝีเท้าไม่เป็นรองชาติอื่นแน่ ทีนี้ขึ้นอยู่ที่ คูเปอร์ ว่าจะจัดทัพอย่างไรในแต่ละเกม

จุดอ่อน : การที่นักเตะเล่นอยู่นอกประเทศเกือบหมด แถมลีกในประเทศก็ดันไม่จัด ทำให้ความสัมพันธ์ รวมถึงความเข้าใจเกมของฟิลิปปินส์ คงจะดูด้อยกว่าทีมอื่นๆ แน่ แต่การมีโค้ชอย่าง คูเปอร์ น่าจะอุ่นใจได้ระดับหนึ่งว่าพวกเขาคงมีทีเด็ดที่ซ่อนไว้ไม่น้อยเลย

ความสำเร็จใน ซูซูกิ คัพ : รอบรองชนะเลิศ

แรงจูงใจสู่การเป็นแชมป์ : พัฒนาการของฟิลิปปินส์ ค่อนข้างชัดเจน เพราะว่า 4 หนหลังสุด พวกเขาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศครบหมด โดยเฉพาะปี 2018 ที่เล่นเอาเวียดนาม กระอักพอสมควร ดังนั้นครั้งนี้พวกเขาอาจสร้างเซอร์ไพรส์สู่ความสำเร็จที่ปลายทางก็เป็นได้

โอกาส : แม้จะถูกมองว่าเป็นเพียง ‘ม้ามืด’ แต่ถ้าผ่านรอบแรกไปได้แล้ว ฟิลิปปินส์ ก็ไม่ต้องเกรงกลัวใครแล้ว