สิ่งที่ต้องค่อยเป็นค่อยไป

39

[ บนอัฒจันทร์ฝั่งอีสต์สแตนด์ ตอน : ค่อยเป็นค่อยไป ]

ในที่สุดก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการเสียทีว่า ราล์ฟ รังนิค จะเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราวของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปจนจบฤดูกาลนี้ โดยหลังจากนั้นจะขยับขึ้นไปในตำแหน่ง “ที่ปรึกษา” มีอำนาจในการเลือกหาผู้จัดการทีมถาวรต่อไป

จากประวัติที่ผ่านมา การทำงานของราล์ฟ รังนิค ต้องบอกว่ามี “แชมป์” ประดับบารมีน้อยไปนิดนึง คือได้แชมป์ เดเอฟเบ โพคาล กับชาลเก้ 04 เพียงแค่ถ้วยเดียวเท่านั้น

แต่จากการคุมทีมในอดีต ก็พอจะสามารถบอกได้ว่า ราล์ฟ รังนิค คือกุนซือเกมบุก และหลายคนยกให้เป็นต้นแบบของวิธีการเล่น “เกเก้นเพรสซิ่ง” อันลือลั่น ที่เยอร์เก้น คล็อปป์ นำมาปรับใช้กับลิเวอร์พูลจนทำให้หงส์แดงกลับมาสยายปีกครองโลกในช่วง 2-3 ปีหลัง

หากเราจะอนุมานว่า การเข้ามาของรังนิคจะทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดปรับมาเล่นเกมเพรสซิ่ง เราก็พอจะคิดได้ หากแต่ว่าแมนฯ ยูไนเต็ดชุดนี้ไม่เคยเล่นเพรสซิ่งมาก่อนเลย ไม่ว่าจะยุค หลุยส์ ฟาน กัล โชเซ่ มูรินโญ่ หรือ โอเล่ โซลชา

การเล่นเพรสซิ่งนั้นไม่ใช่ว่าทีมไหนอยากจะใช้ระบบนี้แล้วก็นึกจะใช้กันได้ง่าย ๆ ดูอย่างลิเวอร์พูลของเยอร์เก้น คล็อปป์ ยังต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ฤดูกาล เพื่อเฟ้นหานักเตะที่สามารถเล่นกับระบบที่เขานำมาเสนอ และ บรรดานักเตะยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับระบบของเขาอีกสักพักใหญ่กว่าทุกอย่างจะออกดอกออกผล

แน่นอนว่าหากรังนิคจะปรับแมนฯ ยูไนเต็ดมาเล่นระบบเพรสซิ่ง มันจะต้องใช้เวลาอย่างมาก ซึ่งระยะเวลาแค่ 6 เดือนในช่วงที่เขานั่งอยู่ในตำแหน่งกุนซือขัดตาทัพ เขาคงไม่สามารถเสกให้แมนฯ ยูไนเต็ดเล่นเกมเพรสซิ่งอย่างทรงประสิทธิภาพขนาดลิเวอร์พูลได้อย่างแน่นอน

บางทีการเข้ามาคราวนี้ของรังนิค เขาอาจจะไม่ได้เข้ามายกเครื่องอะไรใหม่ แต่ด้วยความที่เขาจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจเลือกกุนซือคนต่อไปของทีม บางทีเขาอาจจะมีตัวเลือกอยู่ในใจตอนนี้แล้วก็ได้ ว่าจะให้ใครมานั่งเป็นกุนซือถาวร และหน้าที่ของเขาคือการเข้ามาปูทางให้กับกุนซือคนใหม่ที่จะเข้ามาในช่วงซัมเมอร์หน้า

การ “ปูทาง” ที่ว่านั้นไม่ใช่การวางแท็คติค แต่มันคือการศึกษาผู้เล่นชุดปัจจุบันที่แมนฯ ยูไนเต็ดมีอยู่ ว่าใครสมควรเก็บ และใครสมควรที่ต้องโดนขายทิ้ง และใครที่สามารถเล่นเข้ากับระบบการเล่นของกุนซือที่จะมานั่งเก้าอี้ต่อจากเขา

ยังนึกไม่ออกว่าระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 6 เดือน ราล์ฟ รังนิค จะเข้ามาเปลี่ยนแมนฯ ยูไนเต็ดอะไรได้มากมายขนาดไหน แต่โอเคล่ะ เกมการเล่นคงจะเปลี่ยนไปชนิดที่ว่ามีรูปแบบชัดเจนขึ้น ไม่มั่วไปมั่วมาแบบยุคโอเล่ โซลชา แน่ ๆ

ตอนนี้สิ่งที่หวังไว้ที่สุดกับราล์ฟ รังนิค ไม่ใช่สไตล์การคุมทีม หรือความสำเร็จที่จะได้จากการคุมทีมของเขาในช่วงเวลา 6 เดือนนี้ แต่สิ่งที่หวังจากเขามากที่สุด คือการเลือกกุนซือถาวรที่ “ใช่” จริง ๆ เข้ามาสู่ทีม และการเลือกซื้อขายตัวผู้เล่นที่เขาจะมีบทบาทด้วยเช่นกัน ก็หวังว่าผู้เล่นที่เขาแนะนำให้ซื้อจะ “ปัง” แบบที่เขาเคยทำได้เหมือนในอดีต

ตอนนี้ยังไม่หวังอะไรมาก ในอดีตหวังมาเยอะ และผิดหวังมาเยอะ ตอนนี้ก็ขอแบบค่อยเป็นค่อยไป ไปช้า ๆ แต่เติบโตอย่างยั่งยืนดีกว่า

เอาเป็นว่า แมนฯ ยูไนเต็ดโฉมใหม่ที่แท้จริง เราก็คงจะได้เห็นกันตอนที่แต่งตั้งผู้จัดการทีมถาวรในช่วงปิดฤดูกาลนั่นแหละ