แอฟริกันคนแรกในพรีเมียร์ลีก

13

” แอฟริกันคนแรกในพรีเมียร์ลีก ”

ในช่วง 10-15 ปีหลังสุดนักเตะจากทวีปแอฟริกา เข้ามามีบทบาทในพรีเมียร์ ลีก มากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นตัวประกอบอีกต่อไป

ปัจจุบัน โม ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ คือสองกุนแจสำคัญของลิเวอร์พูลยุคกำลังเกรียงไกร คนหนึ่งเป็นอียิปต์ อีกคนเป็นเซเนกัล

ริยาด มาห์เรซ จากแอลจีเรีย ก็คว้าแชมป์กับทั้ง เลสเตอร์ และแมนฯ ซิตี้ ส่วนเชลซี ใช้บริการ เอดูอาร์ เมนดี้

กาบอง ก็มี ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมย็อง ส่งเข้าประกวดแต่ช่วงหลังดาวน์ลงไปบ้าง ส่วนทีมอื่นๆ เรายังเห็นมิดฟิลด์ตัวกลางเนื้อหอมอย่าง อีฟส์ บิสซูม่า จากมาลี และ วิลฟรีด เอ็นดิดี้ จากไนจีเรีย

ก่อนหน้านี้นักเตะจาก ไอวอรี่ โคสต์ เข้ามาสร้างชื่อ ดิดิเย่ร์ ดร้อกบา, สองพี่น้องตูเร่ , แชร์วินโญ่

ไนจีเรีย มีเพียบ เอ็นวานโก้ คานู, เจย์ เจย์ โอโคชา, จอห์น โอบี มิเกล

ไล่ไปถึง แคเมอรูน, แอฟริกาใต้, กาน่า, เซเนกัล และอียิปต์ ชาติมหาอำนาจทางฟุตบอลแห่งกาฬทวีป ต่างมีนักเตะดังมาสร้างชื่อบนเวทีพรีเมียร์ ลีก หลายต่อหลายคน

ความจริงแล้ว นักเตะจากแอฟริกาชาติแรกที่เป็นที่รู้จักและเป็นกำลังหลักให้ทีมในพรีเมียร์ ลีก คือแข้งซิมบับเว

ต้องย้อนไปก่อนว่า หลายคนอาจมีข้อมูลแล้วว่านักเตะ “ผิวดำ” หรือนักเตะ “แอฟริกัน” คนแรกที่มาเล่นในอังกฤษคือ อาร์เธอร์ วอร์ตัน ซึ่งเป็นชาวกาน่า

วอร์ตัน เกิดที่เจมส์ ทาวน์, โกลด์ โคสต์ ปัจจุบันคือกรุงอัคครา ในกาน่า ในปี 1865 โน่นเลย เขาย้ายมาอังกฤษตอนตอนอายุ 17 เพื่อฝึกการเป็นนักบวชเมโธดิสต์ แต่ด้วยความมีพรสวรรค์ด้านกีฬา และชอบกีฬา สุดท้ายเลยหันมาเป็นนักกีฬาอาชีพ

เขาถูกรับรู้ว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพผิวดำคนแรกของโลกด้วย เมื่อเขาเล่นให้กับสโมสรดาร์ลิงตัน เป็นครั้งแรกในปี 1885 ต่อด้วย เปรสตัน นอร์ธ เอ็นด์, ร็อทเธอร์แฮม รวมถึง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ด้วย

ฟุตบอลอาชีพเริ่มพัฒนามาเรื่อยๆ ภายหลังอังกฤษไม่ให้คนต่างชาติย้ายมาค้าแข้ง ก่อนจะมาเปลี่ยนแปลงในปี 1978 เมื่ออังกฤษถูกอียู บีบเรื่องการเข้ามาทำงานของคนจากชาติสมาชิกในสหภาพยุโรป รวมถึงการสัญชาติของนักฟุตบอล ไม่ควรเป็นปัญหาในการมาค้าแข้ง

หลังจากนั้นมาแข้งต่างชาติค่อยๆ ทะยอยมายังฟุตบอลอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่ลีกสูงสุดยังเป็น “ดิวิชั่น 1” ก่อนมาเปลี่ยน รีฟอร์มใหม่ในชื่อ พรีเมียร์ ลีก ในปี 1992/93 เป็นต้นมา

ช่วงนั้นแข้งแอฟริกันคนแรกๆ ที่โด่งดังสุดๆ ในอังกฤษก็คือผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล บรูซ กร็อบเบล่าร์

บรูซ กร็อบเบลาร์ เกิดที่แอฟริกาใต้ พ่อแม่เป็นชาว อัฟริกาเนอร์ส หรือชาวดัตช์ผิวขาว ที่ไปตั้งรกรากในทวีปอเมริกามานานแล้ว

ต่อมา กร็อบเบล่าร์ ย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่ในโรดีเชีย หรือประเทศซิมบิบเว ในเวลาต่อมา และเล่นฟุตบอลให้กับทีมซิมบิบเว

เขาย้ายมาเล่นในอังกฤษตั้งแต่ปี 1979 กับ ครูว์ อเล็กซานดร้า ก่อนโดนลิเวอร์พูลเซ็นมาในปี 1981

เขาคว้าแชมป์ลีกกับหงส์แดงถึง 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 3 สมัย และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ อีก 1 สมัยด้วย เป็นแข้งแอฟริกัน ที่ประสบความสำเร็จสุดยอดในยุคนั้น

ในปี 1991 มีนักเตะร่วมชาติซิมบับเว ของเขาย้ายตามมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก นั่นก็คือ ปีเตอร์ เอ็นด์โลวู (Peter Ndlovu) หรือ ปีเตอร์ เอ็นด์เลิฟ

เทอร์รี่ บุทเชอร์ อดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ผันตัวมาคุม โคเวนทรี ซิตี้ ได้ไปเตะตากับพรสวรรค์ของกองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ปี ในขณะนั้น ซึ่งเล่นกับสโมสรไฮแลนเดอร์ส ในซิมบิบเว จึงเซ็นมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียง 10,000 ปอนด์

เอ็นด์โลวู ใช้เวลาไม่นานก็กลายเป็นขวัญใจแฟนบอลเมื่อพังประตูใส่อาร์เซน่อล ในเกมที่บุกไปชนะ 2-1 ถึงไฮบิวรี่ ตามมด้วยการวอลเล่ย์สุดสวยใส่แอสตัน วิลล่า อริร่วมมิดแลนด์

ฤดูกาลต่อมา 1992/93 คือฤดูกาลแรกที่เปลี่ยนมาเป็น “พรีเมียร์ ลีก”

บรูซ กร็อบเบลาร์ ควรเป็นนักเตะจากแอฟริกาคนแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก แต่มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเพราะตอนซัมเมอร์ลิเวอร์พูล ซื้อตัวนายทวารดาวรุ่งอนาคตไกลที่ชื่อ เดวิด เจมส์ เข้ามาจากวัตฟอร์ด

นั่นทำให้ กร็อบเบลาร์ ในวัย 35 ปีหลุดไปสำรอง แถมเขายังยืนยันจะเล่นให้ทีมชาติต่อไป ทำให้โอกาสตกเป็นของ เดวิด เจมส์ แบบยาวๆ ในฤดูกาลนั้น

แล้วยังเปิดโอกาสให้ ปีเตอร์ เอ็นด์โลวู กลายเป็นนักเตะแอฟริกัน คนแรกที่ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก ไปโดยปริยายด้วย เพราะเขาลงสนามให้โคเวนทรี นัดแรกฤดูกาลนั้นในเกมบุกชนะสเปอร์ส 2-1 วันที่ 19 สิงหาคม 1992

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่วงการฟุตบอลซิมบับเว รุ่งเรืองมาก พวกเขาถูกเรียกว่า Dream Team ซึ่งสมัยนั้นทีมกีฬาที่มีตัวดังๆ เยอะๆ มักโดนเรียกด้วยชื่อนี้ ไม่เว้นแม้แต่ทีมชาติไทย ในยุคที่มี บิ๊กหอย ธวัชชัย สัจจะกุล เป็นผู้จัดการทีม (ไม่ใช่โค้ช หรือเทรนเนอร์) เพราะนำมาจากชื่อที่สื่อตั้งให้กับทีมบาสเก็ตบอล สหรัฐอเมริกา ที่ไปลุยโอลิมปิกเกมส์ 1992 ที่บาร์เซโลน่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตาร์เกรด A+ จาก NBA มารวมทีมกัน

ดรีม ทีม ของซิมบับเว ยุคนั้นนอกจากกร็อบเบลาร์ และ ปีเตอร์ เอ็นด์โลวู แล้วก็ยังมี อดัม เอ็นด์โลวู พี่ชายของปีเตอร์ อีกคนด้วย

พวกเขาถูกมองว่าน่าจะผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย USA94 ได้ด้วย ซึ่งนั่นจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

น่าเสียดาย เกมสุดท้ายของรอบคัดเลือก ขอแค่ไม่แพ้แคเมอรูน พวกเขาก็จะได้ตั๋วใบนั้นทันที แต่สุดท้าย ก็ต้านทานทีมหมอผีไว้ไม่ไหว ในยุคที่แคเมอรูน ยังมีดาวดังอย่าง โรเจอร์ มิลลาร์ และ ฟร็องซัวส์ โอมัม บียิค พวกเขาพ่าย 1-3 ทำให้ แคเมอรูน ได้ตั๋วไปแทน

บรูซ กร็อบเลาร์ กลับมาเป็นตัวหลักแทนที่ เดวิด เจมส์ ในฤดูกาลต่อมา 1993/94 และเมื่อจบซีซั่นดังกล่าว เขาก็แยกทางกับทีมหงส์แดงไปเฝ้าเสาให้เซาธ์แฮมป์ตัน

ด้าน ปีเตอร์ เอ็นด์โลวู ยังเป็นตัวหลักเป็นขวัญใจแฟนบอลโคเวนทรี และได้สร้างชื่อเป็นที่จดจำ เมื่อเขาเป็นนักเตะคนแรกในรอบ 30 ปี ที่สามารถบุกมาทำแฮททริกใส่ลิเวอร์พูลได้ถึงแอนฟิลด์ ในเดือนมีนาคม 1995

ปี 1997 เอ็นด์โลวู ย้ายจากโคเวนทรี ไปยัง เบอร์มิงแฮม ก่อนไปร่วมทีม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในปี 2001 ซึ่งเป็นสโมสรสุดท้ายของเขาบนแผ่นดินอังกฤษ

เมื่อหมดยุคของ บรูซ กร็อบเบลาร์ และ ปีเตอร์ เอ็นด์โลวู แล้วนักเตะจากซิมบับเว ก็หายหน้าไปนานแทบไม่มีแข้งระดับท็อป

จนกระทั่ง พอร์ทสมัธ ไปคว้าเอา เบนจานี่ เอ็มวารูวารี่ มาจากโอแซร์ ตอนปี 2005 และต่อมา เบนจานี่ โดนแมนฯ ซิตี้ ดึงไปร่วมทีมด้วย แถมยิงประตูชัยใส่แมนฯ ยูไนเต็ด ในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บี้ได้อีกต่างหาก

ในปัจจุบัน มีนักเตะซิมบับเว อีกแค่คนเดียวเท่านั้นที่เล่นในพรีเมียร์ ลีก นั่นก็คือ มาร์เวลัส นาคัมบ้า กองกลางของแอสตัน วิลล่า ที่ปีนี้ลงสนามไปทั้งสิ้น 5 นัดด้วยกัน

พวกเขาคือชาติที่ส่งออกนักเตะดีๆ มาพรีเมียร์ ลีก ในยุคแรก น่าเสียดายที่วงการฟุตบอลในซิมบับเว ไม่เติบโตอย่างที่น่าจะเป็น