ซีดาน ใครเป็นฝ่ายเลือก ?

22

[ #ใครเป็นฝ่ายเลือก ? ]
ซีเนดีน ซีดาน ให้เหตุผลถึงการเปิดหมวกลาตำแหน่งกุนซือเรอัล มาดริดเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารอย่างที่ควรจะเป็น

ในขณะเดียวกันจบฤดูกาล 2020/21 ด้วยมือเปล่า ไม่มีโทรฟี่มาประดับตู้โชว์เหมือนอย่างที่เคยทำได้เป็นประจำ

หากว่ากันถึงภาพรวมของผลงาน ไม่ได้น่าผิดหวังอะไรนัก มาดริดลุ้นแชมป์ลาลีกายันนัดสุดท้าย ขับเคี่ยวกับแอตเลติโก้ มาดริดคู่ปรับร่วมเมืองอย่างเข้มข้น แต่มีแผ่วเสมอในแมตช์ที่ 31 , 33 และ 35 ไม่อย่างนั้นคงได้ฉลองไปแล้ว

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า ซีดาน ทำงานท่ามกลางเงื่อนไขและข้อจำกัดไม่น้อย โดยเฉพาะขาดงบประมาณเสริมทัพ อยากได้นักเตะคนไหนก็ต้องเป็นหมันหมด ไม่เหมือนที่เคยคุยไว้ในตอนแรก

เข้าใจว่าสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสส่งผลกระทบอย่างหนักก็จริง แต่ผู้บริหารไม่ควรปล่อยให้กุนซือรับมือกับปัญหาในสนามเพียงฝ่ายเดียว ไหนจะต้องแบกความคาดหวังมหาศาลอีก

ซีดาน ต้องคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ผู้เล่นบาดเจ็บและอ่อนล้าคือสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้ เข็นมาดริดจบรองแชมป์ลาลีกาและเข้าถึงรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ถือว่าสุดๆแล้ว

ในฐานะกุนซือเขาย่อมผิดหวัง อีกทั้งมันน่าเจ็บปวดอย่างมาก การตัดสินใจลาออกเป็นครั้งที่สอง ไม่ได้หมายความว่าต้องการวิ่งหนี แต่เพื่อเป็นตอกลิ่มย้ำให้ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรรู้ว่า มันจะไม่มีครั้งที่ 3 เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด

ครั้งแรกหลังจากพามาดริดประกาศศักดาคว้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงครองเจ้ายุโรป 3 สมัยติดกันได้เพียงแค่ 6 วัน ฉลองกันยังไม่ทันหายสะใจ ก็ยื่นใบลาออกอย่างไม่แคร์

ส่วนการตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง นอกเหนือจากความผูกพันกับสโมสรแห่งนี้ ยังไงก็ยากที่จะตัดขาด อยู่มาตั้งแต่เป็นนักเตะจนกระทั่งรีไทร์ ตามด้วยทำงานในบทบาทที่ปรึกษา อัพเลเวลมาเป็นกุนซือชุดบี แล้วค่อยขยับขึ้นชั้นชุดใหญ่

อีกเหตุผลที่รีเทิร์นคือคำมั่นที่ฝ่ายบริหารมีให้ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยอีก ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้กันแล้ว บทเรียนน่าจะได้รับการสรุป

แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่การที่ ซีดาน ตัดสินใจอำลาสองครั้งสองคราว พอจะบอกด้วยว่าหมดความอดทน ไม่มีพลังมากพอจะนั่งเก้าอี้ตัวนี้อีกต่อไปแล้ว

“เหตุผลมันต่างออกไปจากเมื่อปี 2018 ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทีมต้องการแนวทางแปลกใหม่ หลังเราผ่านความสำเร็จมาแล้ว”

“แต่คราวนี้เห็นได้ชัดว่าผู้บริหาร ไม่มีความศรัทธาในตัวผมมากพอ รวมถึงแรงสนับสนุนในการทำทีมระยะยาวตามที่เคยบอกไว้”

3 ปีที่แล้ว ซีดาน มองว่ามาดริดมาสุดทางตามแผนแล้ว ถึงเวลาจะต้องปรับปรุงกันอีกยก การที่คุณประสบความสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าต้องผยองพองขน แต่นั่นคือสัญญาณบอกว่าต้องเดินไปข้างหน้า ห้ามย่ำกับที่เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็เปิดประตูต้อนรับความล้มเหลวได้เลย

แล้วพอเห็นว่าแนวโน้มข้างหน้าไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิด ก็เลยต้องยอมเดินออกมา มันไม่ใช่อิ่มตัวซะเลยทีเดียว แต่อาจเชื่อว่าคงไม่มีอะไรดีไปกว่าเดิมอีกแล้ว

ส่วนครั้งที่ 2 ก็ตามที่ตัวเขาเปิดใจเอาไว้แบบกระชับ มันอาจจะเป็นภาพที่กว้างเกินไป ลึกลงไปข้างในคงมีรายละเอียดปลีกย่อย แต่หลักๆคือขาดการสนับสนุนจากเบื้องบนที่ดีพอ

เขาเคยโดนวิจารณ์ว่าเรื่องเยอะ ท่ามาก คิดว่าตัวเองสำคัญ จนบอร์ดบริหารต้องคอยเอาใจอยู่เสมอ

อย่างไรก็ดี ซีดาน ตอบโต้กลับมา ไม่ใช่ประเภทห้ามแตะต้อง หากผลงานไม่ตามเป้า ก็มีโอกาสร่วงจากตำแหน่งได้เสมอ ใครก็รู้อยู่ว่าคุมมาดริดสโมสรยิ่งใหญ่สุดในโลก มันคือภาระหนักแค่ไหน

ขณะที่ประเด็นต้องให้บอร์ดคอยตามง้อ คงไม่จริงอีกเช่นกัน ถ้าคิดจะง้อหรือเอาใจเพื่อให้อยู่ต่อจริง มันก็ควรจะสนองตอบความต้องการไม่ใช่หรือ

สำหรับข่าวลือเรื่องความขัดแย้งกับพวกแข้งอาวุโสในทีมอย่าง โทนี่ โครส หรือ มาร์เซโล่ ดูมีน้ำหนักเบาเกินไป

เป็นเรื่องธรรมดาที่บอสกับลูกน้องจะไม่ลงรอยกันบ้าง แต่บรรดาขุนพลที่เคยร่วมหัวจมท้าย รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานับไม่ถ้วน ย่อมรู้จักเจ้านายตัวเองดีพอ

อีกทั้งบารมีหรือความสำเร็จในฐานะกุนซือมาดริดของ ซีดาน ก็มากพอทำให้นักเตะยำเกรงเชื่อฟังมากกว่าจะลุกขึ้นมาประลองกำลังงัดข้อ

จะด้วยสถานการณ์บังคับหรือความรักความผูกพันยากจะตัดให้ขาดทั้งใย ทำให้เขารีเทิร์นก็แล้วแต่

ทว่าโอกาสเกิดครั้งที่ 3 แทบจะเป็นศูนย์ เก็บไว้แค่ความทรงจำเท่านั้นเอง

ซีเนดีน ซีดาน เกษียณจากนักเตะอาชีพในฤดูร้อนปี 2006 ซึ่งเวลานั้นมีอายุ 34 ปี

นัดสุดท้ายคือชิงฟุตบอลโลก 2006 ไม่อาจช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ไม่พอ ยังแปดเปื้อนจากใบแดงที่โขกใส่ยอดอก มาร์โก มาร์เตราซซี่ อีกด้วย

หลายคนสงสัยว่า 34 ปี ไม่ได้มากมายอะไร อีกทั้ง ซีดาน มีวินัยมาก เข้มงวดกับตัวเอง ดูแลร่างกายอย่างดี น่าจะยืดเวลาค้าแข้งออกไปได้อีก อย่างน้อย 2 ปีคงไม่มีปัญหา

นั่นเป็นความคิดคนอื่น ไม่ใช่ความคิดของเขา

ช่วงดังกล่าวเรอัล มาดริดเองก็ดูดร็อปลงไป หลังจากได้แชมป์ลาลีกาในซีซั่น 2002/03 หลังจากนั้นอีก 3 ฤดูกาลได้แต่ดูความยิ่งใหญ่ของบาร์เซโลน่า ผูกขาดกวาดเรียบ 3 ปีติดต่อกัน

มันเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงคงมาถึงในไม่ช้าและเมื่อชัดเจนว่า เขาไม่อาจช่วยอะไรมาดริดได้ดีขึ้นไปกว่าเดิม การตัดสินใจรีไทร์จึงเกิดขึ้น

ส่วนการเลือกไปค้าแข้งลีกอื่น รวมทั้งโกยเงินตามตะวันออกกลางหรือเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ไม่เคยอยู่ในหัวเลย

“ผมต้องการเล่นต่อไปอีกแล้ว ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผมไม่ได้อยู่ในช่วงทำผลงานได้ดี และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีนักสำหรับทีมอย่างเรอัล มาดริด”

“อายุผมมากขึ้นทุกวัน ต่อให้สัญญายังเหลืออีกปี แต่ผมไม่มีความปรารถนาจะลงเล่นเหมือนอย่าง 2 ปีก่อนอีกแล้ว”
ซีดาน เคยแจกแจงเหตุผลที่รีไทร์ไว้เช่นนี้ แม้จะขัดแย้งกับความเชื่อของแฟนบอลทั่วไป ซึ่งคิดว่ายังไหวก็ตาม

อาจจะพูดได้ว่าเขาเป็นคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างต้องเนี๊ยบ ไม่มีคำว่าสุกเอาเผากินหรือประเภทขายผ้าเอาหน้ารอดเด็ดขาด

คุณสมบัตินี้แหล่ะ ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ทวีตข้อความไว้ว่า ซีเนดีน ซีดาน ยังพร้อมจะกลับมารับงานกุนซืออีกครั้ง รวมทั้งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่ได้คุมเรอัล มาดริดด้วย

แน่นอนเขาต้องรอข้อเสนอที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างความพึงพอใจให้ ซึ่งช่วยไม่ได้เลยที่จะถูกจับโยงกับแมนฯยูไนเต็ด หลังจากผลงาน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ชัดเจนว่านานวันเข้ายิ่งไม่น่าประทับใจ

สำหรับสาวกแมนฯยูไนเต็ดบางคน นี่อาจเป็นการมองไกลเกินไป แต่อย่าลืมสโมสรมีความเพียบพร้อมมากพอที่จะช่วยผลักดันเพื่อความสำเร็จได้

งบประมาณ ฐานแฟนบอล ความท้าทาย ล้วนแต่ตอบโจทย์ทั้งสิ้น มันยากที่จะปฏิเสธต่อให้อยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

แน่นอนไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เร้ด อาร์มี่ไม่น้อยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว

ซีดาน ถูกโยงข่าวนี้มานานตั้งแต่ลาออกจากมาดริดเที่ยวแรก กระทั่งวนมาลาออกอีกครั้ง ก็ยังพัวพันไม่เลิก

ถ้ามันจะใช่จริงๆอย่างที่แฟนบอลต้องการ อีกไม่นานอาจเกิดขึ้นก็เป็นได้