ถ้าเวนเกอร์ยังไม่ไปไหนจากปืน

30

[ #ถ้าเวนเกอร์ยังไม่ไปไหน ]

5 เกมหลังสุดทุกรายการของอาร์เซน่อลร้อนแรงมากๆ ชนะ 4 เสมออีก 1 ไม่แพ้เลย จนส่งให้ มิเกล อาร์เตต้า คว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกประจำเดือนกันยายน

แต่เชื่อว่ากูนเนอร์สไม่น้อยยังไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก ทีมรักจะสามารถยืนหยัดโชว์ฟอร์มอย่างนี้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า

สาวกปืนโตรายหนึ่งให้แสดงความเห็นหลังจากเสมอไบรท์ตันไร้สกอร์ในเกมล่าสุดว่า เริ่มคิดถึงช่วงเวลาที่ อาร์แซน เวนเกอร์ เป็นผู้จัดการทีม

ทั้งที่ก่อนกุนซือเฟร้นช์แยกทางในปี 2018 แฟนบอลส่วนใหญ่ยี้ใส่ไม่เอา เพราะดูแล้วเริ่มมีแววถอยหลังลงคลอง

แต่หลังจากเปลี่ยนกุนซือมาเป็น อูไน เอเมรี่ ตามด้วย อาร์เตต้า ชัดเจนเลยไม่มีใครดีไปกว่า เวนเกอร์

เรื่องนี้ตัวเขาเองรู้สึกผิดหวังจากการถูกปฏิบัติจากแฟนบอล นับตั้งแต่เข้ามารับงานในปี 1996 ช่วงนั้นทีมมีปัญหา ฟอร์มไม่คงเส้นคงวา ยังเกิดความขัดแย้งภายใน จนบรรยากาศมาคุเหลือเกิน

เอียน ไรท์ กองหน้าตัวกลั่นไม่พอใจถูกจับไปยืนด้านข้าง เปิดศึกกับ บรูซ ริออค กุนซือในเวลานั้น ซึ่งไว้ใจ เดนนิส เบิร์กแคมป์ เป็นหน้าเป้ามากกว่า

ดังนั้น ไรท์ จึงขอขึ้นบัญชีย้ายทีม แล้วบอร์ดบริหารเหมือนอยู่ข้างนักเตะด้วย บีบให้ ริออค ต้องยอมสละเก้าอี้

เวนเกอร์ เข้ามาทำงานต่อ เหมือนยื่นมือไปรับเผือกร้อน สถานการณ์อย่างนั้นมีความเสี่ยงสูงมากจะไปไม่รอด การเมืองในบอร์ดก็ดูรุนแรง ไหนจะกลุ่มนักเตะอีโก้สูงอีก

ในขณะที่มุมมองแฟนบอล งงใจว่าทำไมไปเอากุนซือจากลีกญี่ปุ่นมาคุมล่ะ ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักนาโงย่า แกรมปัสเอตต้นสังกัดก่อนหน้านั้น รวมถึงไม่เคยได้ยินชื่อ เวนเกอร์ มาก่อนด้วย

ว่าไปแล้ว เวนเกอร์ ไม่ได้กดดันเท่าไรนัก ความคาดหวังไม่เยอะเท่าไร กูนเนอร์สบางคนมองโลกในแง่ลบว่า อยู่ไม่นานก็ต้องเป็นเหยื่อโดนจับเชือดบูชายัญอีกคน

พวกเขาคิดถึง จอร์จ เกรแฮม กุนซือมาดขรึมผู้เก่งกาจในเรื่องแท็คติก เสกผลการแข่งขันได้ดั่งใจ ไม่ต้องเน้นการเล่นสวยงาม แต่ทีมชนะไว้ก่อน โอกาสการันตีแชมป์สูงมาก

หาก “บิ๊กจอร์จ” ไม่ถูกจับได้ว่าไปพัวพันกับเงินสินบนหรือใต้โต๊ะ ซึ่งคาดว่ารับจากเอเจ้นท์นักเตะ คงได้อยู่โยงคุมยาวๆ ไม่เปิดทางให้ ริออค มากุมบังเหียนแทนแน่

แต่แล้ว เวนเกอร์ โชว์ให้เห็นเลยว่าเหนือกว่า เกรแฮม อีกขั้น เพราะไม่ใช่แค่พาทีมประสบความสำเร็จ ด้วยชัยชนะเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น ยังเปิดเผยสไตล์การเล่นที่สวยงามแปลกตา แทบไม่เคยเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษเลย

ไม่ผิดนักหรอกที่ เวนเกอร์ จะถูกเรียกว่า “ผู้ปฏิวัติ” จนสร้างความเกรงขามให้คู่แข่งอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งเตรียมพร้อมนำแมนฯยูไนเต็ดผูกขาดความสำเร็จแล้ว

เฟอร์กี้ ยอมรับเลยว่า เวนเกอร์ ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงอย่างน่ากลัว ฟุตบอลภาคพื้นยุโรปถูกนำมาปรับใช้กับอาร์เซน่อล ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับแบบเดิม

ทั้งแข็งแกร่ง เต็มไปด้วยพละกำลัง รวดเร็ว แม่นยำ เหล่านั้นคือคุณสมบัติของปืนโตในยุคแรกที่มี เวนเกอร์ เป็นนายใหญ่

ตอนนั้น เฟอร์กี้ เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติเล่มแรกว่า อาร์เซน่อลหนีแมนฯยูไนเค็ดไปหนึ่งก้าว จึงไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป ยังไงก็ต้องเร่งเครื่องตามให้ทัน

เราอาจพอจะพูดได้ว่า เวนเกอร์ คือหนึ่งในแรงผลักดันทำให้ เฟอร์กี้ กระตือรือร้นพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกยุคและเปิดประตูให้ความพ่ายแพ้มาเยือน

ทุกคนยอมรับความสามารถของ เวนเกอร์ อย่างมาก แต่ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆเลือนลางเจือจางลง กระทั่งอาจจะลืมนึกถึงไปเลย

กุนซือฝรั่งเศสเพิ่งเปิดใจผ่านเดอะ เทเลกราฟไว้เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา รู้สึกผิดหวังมาก ที่ต้องมาตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนั้น

“ผมคิดว่ามีหลายคนวิจารณ์ผมค่อนข้างแรงที่ยังทำงานกับสโมสรต่อไป ในปี 2016 เราจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 2 ของลีก แม้ว่าเลสเตอร์จะเป็นแชมป์ แต่หลายทีมก็แต้มน้อยกว่าพวกเขา ซึ่งแพ้แค่ 3 ทั้งฤดูกาล”

“จากนั้นในปี 2017 แม้เราจะไม่ติดท็อปโฟร์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ทว่าอย่าลืมเราเก็บไปถึง 75 คะแนน มันเป็นตัวเลขที่สูงมาก

“น่าเสียดายที่ไม่ได้มองกันตรงนั้น เราคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยการคว้าชัยเหนือเชลซี ซึ่งแข็งแกร่งได้แชมป์ลีก ตามด้วยปี 2018 เราแพ้แมนฯซิตี้นัดชิงลีกคัพ”

“แล้วยังเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึก ยูโรปา ลีก ก่อนแพ้แอตเลติโก้ มาดริดแบบเฉียดฉิว”

“ฟังให้ดี ผมทุ่มเททำงานอย่างหนัก พร้อมพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เรามีสนามใหม่และสิ่งที่สโมสรได้รับการตอบแทน”

“มันช่วยให้อาร์เซน่อลสามารถยืนหยัดได้ในอนาคต มันทำให้ผมภูมิใจทำให้สโมสรมาถึงจัดนั้นได้”

แม้เวลาจะผ่านมาสักพักแล้ว แต่หากจับน้ำเสียงของ เวนเกอร์ พอจะรู้ว่าเสียใจและน้อยใจอยู่พอสมควร

มันไม่ได้เป็นการทวงบุญคุณ แต่อาจอยากพูดให้แฟนอาร์เซน่อลอีกหลายคนได้ยินว่ากำลังหลงลืมอะไรบางอย่างหรือเปล่า?

ช่วงเวลาที่อาร์เซน่อลพีกสุด กราฟความสำเร็จทะยานเชิดหน้าต้องยกให้ฤดูกาล 2001/02 ซึ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างสวยงาม ด้วยการทิ้งห่างลิเวอร์พูลอันดับ 2 มากถึง 7 แต้ม

ในขณะเดียวกันโกยหนีแมนฯยูไนเต็ดคู่ปรับสำคัญถึง 10 แต้มเต็มๆ สร้างความหัวเสียให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เหลือเกิน

เกมรุกอันทรงประสิทธิภาพด้วยขุมกำลังอย่าง เดนนิส เบิร์กแคมป์ , เธียร์รี่ อองรี , ปาทริค วิเอร่า , โรแบร์ ปิแรส หรือ ซิลแว็ง วิลตอร์ ช่วยทีมแพ้แค่ 3 นัดในลีก อีกทั้งตั้งแต่ 23 ธันวาคมหรือก่อนบ็อกซิ่งเดย์ กระทั่งปิดฉากซีซั่น 11 พฤษภาคม 2002 ไม่แพ้เลย เสมอ 3 นัดเท่านั้น

แต่ในฤดูกาลถัดมาทั้งที่มีความมั่นใจเต็มสูบ เปี่ยมไปด้วยความพร้อมแทบทุกอย่าง กลับพลาดท่าอย่างเหลือเชื่อ หนึ่งในตัวแปรคือความประมาท ปล่อยให้แมนฯยูไนเต็ดหยิบชิ้นปลามันไปครอง

สื่ออังกฤษมองว่า เวนเกอร์ น่าจะเริ่มหมดฤทธิ์เดชแล้ว ในฤดูกาล 2003/04 จึงมองไปที่แมนฯยูไนเต็ด รวมทั้งเชลซีที่ทุ่มงบมหาศาลซื้อแข้งดังมากมาย หลังจากได้ โรมัน อบราโมวิช มาเทคโอเวอร์

อย่างไรก็ดี เวนเกอร์ ได้บันทึกประวัติศาสตร์ด้วยการนำอาร์เซน่อลครองแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่พอ แต่ยังเป็นแชมป์แบบไร้พ่ายตลอด 38 นัดที่ลงโม่แข้งอีกด้วย

ปืนโตขบวนนั้นถูกเรียกว่า The Invincibles หรือไม่มีใครโค่นได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าพวกเขาอึดสุดๆ

อีกทั้ง เวนเกอร์ ลบคำสบประมาทได้อย่างสวยงาม แถมกลับมาอีกครั้งหลังจากล้มเหลวดีกว่าเดิมอีกด้วย

แต่หลังจากคว้าแชมป์อย่างเกรียงไกรแล้ว อาร์เซน่อลก็ไม่อาจกลับมายืนจุดเดิมได้เลย เหมือนเป็นการทิ้งทวนไว้ลาย ยาวจนถึงปี 2018 เวนเกอร์ ถึงได้เปิดหมวกร่ำลาแยกย้าย

เวนเกอร์ เจออุปสรรคมากมาย บางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่มันนานเกินกว่าที่แฟนบอลจะเข้าใจได้

หากยังเปิดโอกาสให้ เวนเกอร์ ซึ่งยืนยันยังกระหายคุมทีม ทำงานตรงนี้ต่ออีกสักพัก

บางทีกูนเนอร์สทั้งหลายอาจไม่ต้องเผชิญความเจ็บปวดอย่างที่เป็นอยู่กันก็ได้