แมนฯยู ยังคงพายเรือในอ่าง

16

[ #ยังคงพายเรือในอ่าง ]

ตอนนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอีกครั้ง ความพ่ายแพ้ย่อยยับที่คิง เพาเวอร์ส สเตเดี้ยมเมื่อบ่ายวันเสาร์ สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดี

แม้จะมีข่าวว่าบอร์ดบริหารยังคงให้โอกาสต่อ มอบความไว้วางใจอย่างเต็มที่ แต่นั่นอาจเป็นการกลบเกลื่อนไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมต่างๆตามมา

อย่าลืมว่าแมนฯยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูง ยังต้องโยงกับตลาดหุ้นที่นิวยอร์คและสปอนเซอร์ต่างๆด้วย ฉะนั้นความพยายามทำให้สงบนิ่งไว้ก่อนจึงมีความสำคัญมาก

ขณะเดียวกันกระแสต่อต้าน โซลชา เริ่มแรงขึ้นตามลำดับ สาวกปีศาจแดงไม่น้อยออกมาเคลื่อนไหวทางโซเชี่ยล โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ที่มีการติดแฮชแท็ค #OleOut กันมากมาย จนติดเทรนด์ในช่วงเวลาดังกล่าว

มันเป็นการสะท้อนว่า กองเชียร์จำนวนมากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงบนเก้าอี้กุนซือ ความอดทนถึงที่สุดแล้ว

5 นัดหลังสุดทุกรายการแพ้ไปถึง 3 ชนะแค่เกมเดียวเหนือบียาร์เรอัลในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งต้องบอกว่ามีโชคช่วยด้วย กว่าจะเก็บ 3 คะแนนก็แทบลากเลือดเลยทีเดียว

มีนักเตะชั้นนำมากมาย ซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็จ่ายไปเกือบ 130 ล้านปอนด์ ดึงผู้เล่นคนสำคัญมาถึง 3 ราย บวกกับของเดิมที่มีอยู่ น่าจะเติมศักยภาพให้แกร่งมากยิ่งขึ้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น

น่าหนักใจยิ่งกว่าเมื่อเหลือบมองโปรแกรมนับจากนี้ วันพุธที่จะถึงเจออตาลันต้าเกมยูซีแอลในบ้าน จากนั้นต้อนรับลิเวอร์พูลในศึกแดงเดือดวันอาทิตย์ ตามด้วยเยือนท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์อีกสัปดาห์ถัดมา

พอเข้าสู่เดือนพฤศจิกายนต้องวนบุกไปดวลอตาลันต้าบ้าง ก่อนจะเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดฟาดฟันกับแมนฯซิตี้เกมพรีเมียร์ลีก

ยังสงสัยอยู่ว่าหากเล่นได้ตามที่เห็น รูปทรงเกมเหมือน 3-4 นัดหลังสุด จะเอาตัวรอดได้อย่างไรกัน

หนทางเดียวจะช่วยให้ โซลชา ยืนหยัดในตำแหน่งต่อไปได้คือ ต้องกู้ศรัทธาคืนมาให้เร็วที่สุด เริ่มจากวันพุธนี้เลย จำต้องควานหาจุดเปลี่ยนสำคัญให้เจอ ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์ชะตาขาด

นอกจากนี้เขาต้องโชว์ให้เห็นวิสัยทัศน์ด้วย ทั้งการตัดสินใจ รวมทั้งการแก้เกม ซึ่งเราแทบไม่เห็นในทางบวกเลย

หนำซ้ำเมื่อเลือกเข็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ลงเล่น แล้วกลายเป็นจุดอ่อน ก่อความผิดพลาดอย่างชัดเจน ยิ่งสะท้อนว่า โซลชา กลัวมากๆว่าจะแพ้ อีกทั้งไม่มีความกล้าใช้ผู้เล่นอย่าง เอริก ไบยี่

แล้วถ้าคุณเป็น ไบยี่ จะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อเจ้านายไม่วางใจในตัวเขาเลย อย่างนี้บรรยากาศในทีมย่อมตึงเครียดหนักกว่าเดิม

ลำพังแค่รักษาเก้าอี้ก็ลำบากแสนเข็ญแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องจัดการบริหารต่างๆ สัญญาฉบับใหม่ของ ปอล ป็อกบา หรือ เจสซี่ ลินการ์ด ยังคลุมเครือเหลือเกิน หาความชัดเจนไม่ได้

ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะมีใครบ้างอยากจะฝากชีวิตไว้กับแมนฯยูไนเต็ด สู้ไปหาทีมใหม่ข้างหน้า โอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าอีก

ปัญหาของ โซลชา นอกเหนือจากเรื่องโค้ชชิ่ง หมายถึงการฝึกซ้อมตามแท็คติกที่ถูกต้อง ดูเหมือนว่าหลายครั้งที่ยังคงสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ยามสถานการณ์เขม็งเกลียวจะแสดงให้เห็นชัดอีก

เรื่องนี้มีปูมหลังที่ฟ้องอยู่แล้ว ไม่เชื่อลองไปย้อนรอยกันหน่อยก็ได้

หลัง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาประสบความสำเร็จนำโมลด์สโมสรระดับกลางครองแชมป์ทิปเปลิเก้นหรือลีกสูงสุดของนอร์เวย์ 2 ปีติดต่อกัน 2011 และ 2012 ต่อด้วยในปี 2013 ผงาดนอร์วีเจี้ยน ฟุตบอล คัพ บอลถ้วยใหญ่สุดของประเทศ

นั่นจึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางสำคัญนำมาสู่เก้าอี้กุนซือคาร์ดิฟฟ์ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2014 โดยมีภารกิจใหญ่พาทีมรอดตกชั้นให้ได้

วินเซนต์ ตัน เจ้าของสโมสรเชื่อมั่นใน โซลชา อาจเพราะความสำเร็จในนอร์เวย์ รวมทั้งชื่อเสียงเมื่อครั้งเป็นนักเตะ ไม่มีใครลืมประตูสู่แชมป์ยุโรปอย่างมหัศจรรย์ในปี 1999 ได้ลงหรอก

เมื่อพิจารณาจากโปรไฟล์และความสมเหตุผลหลายข้อด้วยกัน ท่านประธานใหญ่เชื่อว่าคนนี้เหมาะสุดจะมาทำหน้าที่แทน มัลกี้ แม็คคาย เพื่อฉุดให้คาร์ดิฟฟ์ยังอยู่ในลีกสูงสุดต่อไป

ในขณะเดียวกัน โซลชา ก็ตื่นเต้นมากกับการได้คุมทีมในพรีเมียร์ลีก มันคือความฝันของเขา อีกทั้งได้ปรึกษา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เจ้านายบังเกิดเกล้ามาเรียบร้อย

โซลชา รับงานอย่างเป็นทางการกับคาร์ดิฟฟ์เมื่อ 2 มากราคม 2014 ปรากฏภารกิจล้มเหลวไม่เป็นท่า คาร์ดิฟฟ์พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง แถมโดนยิงพรุนก่อนร่วงไปอยู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพอย่างน่าเจ็บปวด

อย่างไรก็ตาม วินเซนต์ ตัน ยังเชื่อมั่นให้โอกาสได้ทำงานต่อในฤดูกาล 2014/15 ด้วยเหตุผลว่ามีเวลาปรับตัวน้อยเกินไปและระบบต่างๆมันเละเทะมาตั้งแต่ช่วง แม็คคาย เป็นกุนซือแล้ว

นอกจากนี้อนุมัติงบประมาณให้ โซลชา ซื้อผู้เล่นที่ต้องการมาเสริม เพื่อหวนคืนสู่ลีกสูงสุดภายในปีเดียว

แต่ต้องยอมรับว่า โซลชา เองมีความรู้เรื่องนักเตะอักฤษน้อยมาก การปิดดีลแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความสับสน

เคยโทรหา เฟอร์กี้ ก็ได้รับคำตอบว่า ก่อนอื่นต้องศึกษาทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของคาร์ดิฟฟ์ได้ดี อ่านใจผู้บริหารเป็น รวมถึงเลือกเฟ้นแข้งที่เหมาะสมเพื่อใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

แต่ โซลชา เดินก้าวแรกสะดุดหัวทิ่มเรียบร้อยไปแล้ว ก้าวต่อไปชักจะขยาด ความกลัวแล่นขึ้นสมอง

แทนที่คาร์ดิฟฟ์จะตรึงอยู่ช่วงบนของตารางตามประสาทีมที่เพิ่งหล่นมาจากพรีเมียร์ลีก มีงบประมาณก้อนโตใช้ ได้กุนซือคนดังมาคุม

เริ่มแรกอาจพอกล้อมแกล้มได้บ้าง แต่พอดวลแข้งไปสักพัก ชักเปิดเผยให้เห็นความย่ำแย่มากขึ้น กระทั่งหลุดจากครึ่งบนตาราง ลงไปอยู่ข้างล่าง หากปล่อยไว้สักพักอาจหมิ่นแหม่ต่อการหนีตกชั้นได้อีก

ในระหว่างที่ลีกวันกำลังกวักมือเรียกอยู่นั้นเอง วินเซนต์ ตัน หมดความอดทน ไม่กล้าเสี่ยงอีกต่อไป ตัดสินใจปลด โซลชา ในเดือนกันยายน 2014

เบ็ดเสร็จคุมทุกรายการทั้งหมด 30 นัด ชนะไปแค่ 9 เท่านั้น แพ้ถึง 16 เกินกึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรต้องกังขาหากจะโดนไล่ออกจริง

ความผิดพลาดของ โซลชา เขาไม่มีข้อมูลหรือไม่ศึกษานักเตะให้มากพอ อีกทั้งไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกทีมบางคน ไหนจะเจอการท้าทายจากพวกผู้เล่นที่แข็งข้อ

ทางออกของ โซลชา จึงต้องโรเตชั่นหรือหมุนเวียนผู้เล่นต่างๆ รวมทั้งปรับแท็คติกไปเรื่อยๆ ราวกับว่าหาจุดที่เหมาะกับตัวเองไม่ได้

น่าเหลือเชื่อว่า 30 นัดบนเก้าอี้ผู้จัดการทีมคาร์ดิฟฟ์ โซลชา ออกสตาร์ตด้วยไลน์อัพซ้ำกันเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น

ที่เหลือสะเปะสะปะจับความไม่ได้เลย เหมือนพยายามจะค้นหาตัวเองให้เจอ แต่ยิ่งค้นให้ลึกเท่าไร ยิ่งสับสนชุลมุนมากเท่านั้น

มีผู้เล่นบางคนโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ ใครก็รับรู้ แฟนบอลเองก็เห็น แต่เกมต่อมา โซลชา เลือกดร็อปไว้ที่ข้างสนาม ถามหาเหตุผลก็บอกเพียงแค่เรื่องของแท็คติก

พอตัดภาพมาที่ปัจจุบัน จึงให้ความรู้สึกคล้ายกันเลย เขาไม่อาจหาสมดุลให้แมนฯยูไนเต็ดได้ ไม่ว่าในส่วนนักเตะหรือสไตล์การเล่น

อีกอย่างเมื่อคุณล้มเหลวไม่เป็นท่ากับคาร์ดิฟฟ์ แล้วคิดหรือว่าจะดีพอสำหรับการคุมแมนฯยูไนเต็ด ต่อให้มีแข้งชั้นนำให้คอยใช้งานมากมายก็ตาม

เวลาสำหรับปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของ โซลชา เหลือน้อยเข้าไปทุกที หากยังเป็นเหมือนเดิมเรื่อยๆ ไม่มีทางเลยที่บอร์ดจะหนุนหลังอีก

ไม่แน่ว่าก่อนคริสต์มาสมาถึง อาจได้เห็นภาพบางอย่างชัดเจนมากกว่านี้ก็ได้