ยิ่งเจอกองหน้าเก่ง เรายิ่งต้องเอาชนะให้ได้

6

จักพัน ไพรสุวรรณ “ยิ่งเจอกองหน้าเก่ง เรายิ่งต้องเอาชนะให้ได้”
#ChangsuekAttitude
#ช้างศึก x Play Now Thailand

เมื่อต้นปี 2564 มีการจัดอันดับนักฟุตบอลไทยลีกที่สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูมากที่สุดในฤดูกาล 2020/21 ผลปรากฏว่า นอกจากบรรดาเพลย์เมกเกอร์และตัวรุกจอมเทคนิคที่เข้ามาติดอันดับตามคาด ยังมีรายชื่อของ #จักพัน ไพรสุวรรณ กองหลังทีมสมุทรปราการ ซิตี้ในขณะนั้นติดอันดับ 4 จากการสร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 13 ครั้ง นอกจากนั้นในฤดูกาลเดียวกันจักพันยังมีสถิติทำได้ 4 แอสซิสต์ และยิงเองอีก 1 ประตู บ่งบอกถึงระดับฝีเท้าไม่ธรรมดาของเขา และแนวทางการเล่นของกองหลังในฟุตบอลสมัยใหม่ ที่นอกจากรับผิดชอบเกมรับ ยังมีส่วนร่วมขึ้นมาเติมเกมรุกได้อย่างเฉียบคม

ขณะที่ฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดฉาก ชื่อของจักพันดูจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เมื่อเขามีข่าวย้ายตัวจากทีมเดิมไปร่วมสังกัดทีมเจ้าของแชมป์ไทยลีกล่าสุดอย่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด นับเป็นก้าวย่างใหม่ที่น่าจับตาของเซ็นเตอร์แบ็กอนาคตไกลรายนี้ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่รักการเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

#เด็กสงขลาบ้าฟุตบอล

กีฬาฟุตบอลแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของจักพันตั้งแต่เขายังเป็นทารกก็ว่าได้

จักพันเล่าว่าตนเป็นคนสงขลา ตากับยายเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก โดยตาของเขาเคยเป็นนักกีฬาจังหวัดพังงา ยายมักเล่าให้ฟังว่า พาเขาตระเวนไปสนามบอลตั้งแต่อายุแค่ 3 เดือน

“ครอบครัวผมเนี่ย ผู้ชายเตะฟุตบอลหมด ไม่มีใครเล่นกีฬาอื่นเลย แล้วมีญาติผู้หญิงที่เป็นทอมก็เล่นฟุตบอล” จักพันย้อนความหลัง “ผมเริ่มเล่นบอลตั้งแต่อยู่เตรียมอนุบาล บ้านผมเป็นต่างจังหวัด ตัวอำเภอเมืองที่ผมอยู่มี 14 ชุมชน แต่ละชุมชนก็มีศูนย์เด็กเล็ก เขาเลยจัดแข่งกีฬาศูนย์เด็กเล็กขึ้นมา เด็กๆ 3-4 ขวบ ผมเริ่มลงแข่งฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ”

“ผมชอบเล่นฟุตบอลมากครับ เมื่อก่อนเลิกเรียนประมาณสี่โมงเย็น เตะบอลกับเพื่อนทุกวัน พอห้าโมงเย็นผมยังไม่ถึงบ้าน ยายขี่มอเตอร์ไซค์มาตีผม ไล่ให้กลับบ้าน”

อาจด้วยฝีเท้าของจักพันโดดเด่นกว่าเพื่อนชั้นประถมด้วยกัน โค้ชมาเห็นจึงดึงตัวเขาไปเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1

“บอลเด็กเมื่อก่อน ประมาณว่าใครเตะบอลแรง โค้ชจับไปเล่นกองหลัง ใครทักษะดี อย่างผมเลี้ยงแล้วก็ยิงอยู่นั่นแหละ ก็เลยได้เล่นเป็นกองหน้า”

จักพันจึงผ่านสังเวียนการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงชั้น ป.6 ก็ได้เป็นตัวแทนจังหวัดสงขลาลงแข่งฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศหลายรายการ แถมยังเล่นได้สารพัดตำแหน่งมาตั้งแต่ตอนนั้น

“จากกองหน้า ผมขยับมาเล่นหน้าต่ำ พอได้เป็นตัวแทนจังหวัดสงขลา ก็ไปเล่นกองกลางบ้าง เล่นเซ็นเตอร์ฯ บ้าง แล้วแต่โค้ชครับ เหมือนเราเป็นตัวหลักของทีม อย่างถ้าเจอทีมไม่เก่ง โค้ชจะให้เราเล่นกองกลาง หรือกลางรุก แต่ถ้าเจอทีมแข็ง เขาจะเอาเราไปเล่นเซ็นเตอร์ฯ”

กระทั่งจักพันมีโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ โดยผ่านการทดสอบฝีเท้าเข้าเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบ ในชั้น ม.3 เขายังคงความเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้ตั้งแต่กองหน้ายันกองหลัง

#แจ้งเกิดในฟุตบอลนักเรียน และก้าวแรกสู่ฟุตบอลอาชีพ

ประสบการณ์สำคัญของจักพันระหว่างเรียนที่สวนกุหลาบ ได้แก่การที่เขาได้รับคัดเลือกให้ติดทีมโรงเรียนชุดลงแข่งฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ตั้งแต่เข้าไปปีแรก อยู่ชั้น ม.3 ขณะเพื่อนร่วมทีมเป็นรุ่นพี่ชั้น ม.5-ม.6 ทั้งสิ้น

“ตอนนั้นพี่โย่ง-วรวุฒิ ศรีมะฆะ มาเป็นโค้ช ผมอยู่ ม.3 เขาดันให้ขึ้นไปเล่นจตุรมิตรเลย ร่วมทีมกับพี่เก่ง-อดิศร พรหมรักษ์, พี่ปิง-ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร แล้วผมได้ลงตัวจริงทุกแมตช์นะ ตอนลงแข่งได้เจอพี่กอล์ฟ-อดิศักดิ์ ไกรษร กรุงเทพคริสเตียน”

“แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็ก แล้วเพิ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ปีแรก ก็ยอมรับว่าหนัก ก่อนหน้านั้นตอนซ้อมผมโดนพี่โย่งด่าจนร้องไห้ อาจเพราะเป็นคนสงขลาบ้านเดียวกันด้วย สนิทกัน พี่โย่งพยายามเข็นเรา เขาบอกว่าผมสามารถเบียด ม.6 ขึ้นมาเป็นตัวจริงได้ แต่ต้องกัดฟันสู้ ต้องมีหัวใจสู้ แกด่าจนผมร้องไห้อยู่หนึ่งวัน แต่ก็พิสูจน์ตัวเองจนทำได้”

จักพันได้เล่นฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีอีกครั้งหนึ่งขณะอยู่ชั้น ม.6 โดยเขาเป็นกัปตันทีม เล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก ปีนั้นโรงเรียนสวนกุหลาบได้แชมป์ร่วมกับกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

นอกจากนั้นเขายังแจ้งเกิดในระดับประเทศ เมื่อได้ติดทีมนักเรียนไทยขณะอยู่ชั้น ม.5 ชุดเดียวกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ โดยจักพันประจำตำแหน่งแบ็กขวาของทีมอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งได้เข้าเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จักพันได้เป็นนักฟุตบอลของสโมสรจามจุรี ยูไนเต็ด ในศึกดิวิชัน 2 (ไทยลีก 3 ในปัจจุบัน) ซึ่งนับเป็นก้าวแรกในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของเขา

ส่วนก้าวต่อมานั้น ในช่วงใกล้จบการศึกษาจากจุฬาฯ จักพันได้รับการเซ็นสัญญาเข้าสังกัดทีมไทยลีกอย่างเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

“ผมอยู่กับเมืองทองได้ 2 วัน ก็ถูกส่งไปทีมพัทยา ยูไนเต็ด” จักพันเล่าเรื่องความพลิกผันในช่วงนั้น

#ความอดทนบนม้านั่งสำรอง และการเรียนรู้ในไทยลีก

จักพันยอมรับว่า ทีมเมืองทองในยุคนั้นเต็มไปด้วยนักเตะระดับสุดยอดของไทยลีก จึงไม่เกี่ยงเมื่อถูกส่งไปทีมพัทยา ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมไทยลีกเช่นกัน ด้วยสัญญายืมตัว ในฤดูกาล 2017 เพราะคิดว่าตนมีโอกาสลงเล่นมากกว่า

ทว่าเขาคาดผิด เลกแรกในทีมใหม่เขาแทบไม่ได้ลงสนามเลย ได้แต่นั่งบนม้านั่งสำรองดูเพื่อนลงแข่งด้วยความเซ็ง เบื่อหน่าย หนักเข้าจนท้อถึงขั้นอยากย้ายทีม

“อาจเป็นเพราะผมเพิ่งขึ้นมาจากดิวิชัน 2 ต้องปรับตัวเยอะมาก เห็นได้ตั้งแต่ซ้อมกับทีม ไม่ว่าเรื่องจังหวะฟุตบอล ความเร็วในการเล่น ผมไม่ทันเขาซักอย่าง แล้วร่างกายยิ่งสู้ไม่ได้เลย”

“ผมย้ายไปในตำแหน่งแบ็กขวา เลกแรกผมได้ลงประมาณ 2 แมตช์ นอกนั้นนั่งดูเพื่อนเล่น ท้อมากที่สุดเลยครับ พอหมดเลกผมบอกพี่นิว (พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี) ว่าต้องขยับแล้ว อาจไปดิวิชัน 1 หาที่ลงเล่น อยู่อย่างนี้ผมแย่แน่ แต่เหมือนพี่นิวเห็นความสามารถผม แกบอกให้รอโอกาส เอ็งเล่นได้ ผมก็โอเค ขออีกเลกหนึ่ง”

แล้วโอกาสก็มาถึงในเลกต่อมา เมื่อโค้ชอั๋น สุรพงษ์ คงเทพ เข้ามาเปลี่ยนระบบทีมพัทยายุคนั้นให้เล่นกองหลัง 3 ตัว จักพันไม่รีรอที่จะคว้าโอกาสนั้น

“พอพี่อั๋นเปลี่ยนระบบเล่นหลังสาม ผมมองตัวเองว่าถ้ายังแช่อยู่ตำแหน่งแบ็กขวาตามเดิม คงเบียดลงตัวจริงไม่ได้ ต้องขยับไปเล่นเซ็นเตอร์ฯ แล้วพอได้โอกาสลงสนามก็ทำผลงานได้ดี ในเลกนั้นผมก็ยึดตัวจริงยาวเลย 10 แมตช์ต่อเนื่องจนจบฤดูกาล”

ในฤดูกาลถัดมา จักพันสามารถขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ก พร้อมข่าวดีเมื่อสโมสรซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ ได้ตัดสินใจซื้อตัวเขาเข้าสู่ทีม

จากนักเตะลีกรอง เวลานั้นจักพันก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะไทยลีกเต็มตัว พร้อมฝีเท้าที่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

คงเป็นเพราะสมัยเด็กเขาเล่นในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า หน้าต่ำ และกองกลาง เมื่อมาเล่นเซ็นเตอร์แบ็กในปัจจุบัน จึงไม่ได้มีดีแค่เกมรับ แต่ยังเด่นในเรื่องการต่อบอล เล่นบอลเท้าสู่เท้า ออกบอลดี จ่ายบอลแม่น มีสายตาในการแทงบอลทะลุช่อง สร้างโอกาสให้เพื่อนทำประตู รวมทั้งการยิงฟรีคิกที่เจ้าตัวฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอมาตลอด

“สไตล์การเล่นของผมตอนนี้ ผมมองว่าเป็นเรื่องการ build up หรือการขึ้นเกม เน้นการเปลี่ยนจากเกมรับให้เป็นเกมรุกได้เร็ว ไม่ต้องใช้จังหวะมาก เช่นเมื่อเราตัดบอลจากคู่แข่งได้ แทงไป เพื่อนหลุดเข้าไปยิงประตู อะไรแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่โค้ชอิชิอิ (มาซาทาดะ อิชิอิ) เน้นในการฝึกซ้อม ประมาณว่าจากเกมรับต้องเปลี่ยนเป็นเกมรุกให้เร็ว หรือรุกอยู่แล้วเสียบอล ก็ต้องกลับมารับให้เร็วเช่นกัน”

จักพันยังเผยว่า นับตั้งแต่โค้ชมาซาทาดะ อิชิอิ เข้ามาคุมทีมสมุทรปราการ เขาและเพื่อนร่วมทีมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากโค้ชญี่ปุ่นรายนี้

“นอกจากแทคติกการเล่นแล้ว โค้ชเขาจะเน้นเรื่องการไม่ยอมแพ้ อย่างเช่นในการซ้อม ถ้าให้วิ่ง 10 ม. ก็ต้องวิ่งเต็มฝีเท้าทั้ง 10 ม. ไม่ต้องชะลอเลยจนหยุด อย่างในเกมจริง ถ้าลูกบอลกำลังจะออก แล้วเราสปรินต์เต็มที่ ก็อาจเอาบอลไว้ได้”

“ผมว่าตั้งแต่โค้ชอิชิอิเข้ามา นักเตะมีทัศนคติที่ดีขึ้น มองฟุตบอลในแง่บวก หรือการไม่ยอมแพ้ อย่างผมเล่นกองหลัง ถ้าเป็นบอลเด็ก คู่ต่อสู้มาหลอกก็โกรธ ต้องเตะเขา แต่พอตอนนี้ เรามองว่ายิ่งโดนหลอก เรายิ่งต้องเอาบอลมาให้ได้ ยิ่งเจอกองหน้าเก่ง เรายิ่งต้องเอาชนะให้ได้”

#ความท้าทายครั้งใหม่ และเป้าหมายการติดทีมชาติไทย

นอกเหนือการสร้างผลงานในฐานะนักเตะไทยลีก เป้าหมายสำคัญของ จักพัน ไพรสุวรรณ คือการติดทีมชาติชุดใหญ่

ในปี 2562 เขาเคยมีรายชื่อเป็น 1 ใน 35 คนที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ในศึกฟุตบอลคิงส์คัพครั้งที่ 47 ทว่าสุดท้ายไม่ผ่านการตัดตัวรอบ 23 คนสุดท้าย

“ตอนนั้นพอรู้ตัวว่ามีชื่อ ดีใจบอกไม่ถูกเลยครับ ตื่นเต้น นอนไม่หลับ ตอนนั้นคิดว่าทีมชาติชุดใหญ่ยังไกลมากสำหรับผม ตอนไปเข้าแคมป์ก็ได้เจอนักเตะรุ่นพี่หลายๆ คน ผมเหมือนเป็นน้องใหม่ ถึงเราจะไม่ผ่านการตัดตัวรอบสุดท้าย ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่า และทำให้รู้สึกว่าเราต้องกลับไปอีกให้ได้”

หลังจากนั้นในปี 2563 จักพันก็มีชื่อติดทีมชาติในยุคโค้ชอากิระ นิชิโนะ ในแมตช์อุ่นเครื่องกับทีมนครปฐม ยูไนเต็ด และแมตช์ที่เล่นกับทีมไทยลีก ออลสตาร์ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

น่าเสียดายที่ในปี 2564 จักพันไม่อยู่ในรายชื่อผู้เล่นทีมชาติไทย ชุดไปทำศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก ที่ประเทศยูเออี
“พอประกาศมาไม่มีชื่อเรา แน่นอนครับ ผิดหวัง แต่ก็ไม่มาก เพราะผมรู้สึกว่าการติดทีมชาติมันยากเสมอ ผมก็กลับมาคิดว่าเราต้องปรับเรื่องอะไรอีก แล้วก็ตั้งใจว่าจะพยายามติดทีมชาติให้ได้”

ถึงแม้ไม่สมหวังในนามทีมชาติ แต่เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของเขากำลังมุ่งไปสู่ความท้าทายครั้งใหม่

เมื่อจักพันเพิ่งได้รับการเซ็นสัญญาไปเป็นนักเตะของสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมใหญ่ เต็มไปด้วยนักเตะคุณภาพ และมีการแข่งขันในทีมสูง

“ผมรู้อยู่แล้วว่าบีจีมีผู้เล่นคุณภาพทั้งนั้น และมีตัวหลักที่ชัดเจนอยู่แล้ว ผมจึงมองว่าผมคงต้องพัฒนาตัวเอง เพื่อเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดให้ทีมได้ใช้งาน”

“อย่างที่บอกว่าเป้าหมายอย่างหนึ่งที่ผมไปบีจีก็เพราะอยากพัฒนาตัวเอง การมาอยู่ที่นี่ก็เหมือนเราได้ซ้อมกับทีมชาติ แล้วถ้าสามารถขึ้นเป็นตัวจริงของทีมได้ ผมมองว่าเราจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของทีมชาติแน่นอน”

ฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดฉาก มันเป็นช่วงเวลาที่ จักพัน ไพรสุวรรณ จะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกหน เอาชนะความท้าทายครั้งใหม่ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เขาต้องการ

#เชียร์ไทยใจเดียวกัน #TogetherAsOne #บอลไทย #ฟุตบอลไทย #นักฟุตบอลทีมชาติไทย #Thailand #Football #จักพันไพรสุวรรณ