“น้ำตาช้างศึก” เริ่มอย่าง “คาดหวัง” ปิดท้ายด้วย “บทเรียน”

25

#แบกเป้ดูบอลไทย By #เก้นนิติพงษ์

9 คะแนนจาก 8 นัดของทัพ “ช้างศึก” ในศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่สอง น่าจะเป็นบทสรุปที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดมากที่สุดครั้งหนึ่งของแฟนบอลชาวไทยทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะก่อนที่เราจะลงแข่งขันในรอบนี้ แน่นอนว่าองค์ประกอบรอบข้างของเรานั้นถือได้ว่าไม่เป็นสองรองใครในเอเชีย ทั้งการบริหารจัดการที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพ รวมถึงขุมกำลังนักเตะ และดีกรีของกุนซืออย่าง อากิระ นิชิโนะ หากจะบอกว่า ทีมชาติไทย มีโอกาสที่จะผ่านเข้าไปอวดฝีเท้าในรอบ 12 ทีมสุดท้าย เชื่อได้เลยว่าทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใช่”

นั่นจึงเป็นที่มาของ “ความคาดหวัง”

หากแต่ทุกอย่างนั้นตัดสินกันในสนาม และเราก็ไม่สามารถต้านทานความแข็งแกร่งของเพื่อนร่วมกลุ่มอย่าง ยูเออีเวียดนาม หรือแม้แต่ มาเลเซีย ที่จัดการเราอยู่หมัดทั้งต้นทั้งดอก เท่ากับว่าการแข่งขันในรอบนี้ อากิระ นิชิโนะ สามารถพาลูกทีมเก็บชัยชนะได้แค่สองนัดเท่านั้น

นั่นคือ “บาดแผล” ที่สร้างความเจ็บปวดครั้งใหญ่ให้กับแฟนบอลบ้านเราไม่ต่างไปจากการถูกมีดกรีดลงบนกลางอก

ก่อนจะลงเล่นในสามเกมสุดท้าย จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเตรียมทีม ทำให้กุนซือแดนปลาดิบรายนี้ตัดสินใจเรียกผู้เล่นกลุ่มใหญ่มากกว่า 40 ชีวิต เดินทางมายังดินแดนตะวันออกกลาง แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจที่ยังไม่เด็ดขาดมากพอ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ได้ออกมาอธิบายเรื่องนี้หลังจากจบเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ทั้งการฝึกซ้อมและเกมการแข่งขันนักเตะทุกคนสามารถทำได้อย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว แต่ความผิดพลาดอยู่ตรงที่การเลือกตัวผู้เล่น, การโค้ชชิ่ง (Coaching) และการจัดการตัวผู้เล่น”

“ผมขอโทษนักเตะที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนาม อยากให้เข้าใจว่าการเก็บตัวที่ประเทศไทย ผมพยายามที่จะคัดเลือก และดูสภาพความพร้อมของทุกคน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ จึงเลือกทั้งหมดมาที่ ยูเออี”

ความเข้มข้นในการดูแลนักเตะที่มากมายขนาดนี้ อาจจะไม่สามารถเทียบเท่ากับการเรียก 23 ผู้เล่นที่ดีที่สุดเข้ามาอยู่ในกลุ่มที่จะใช้งานได้ หลายๆ คนที่ฟอร์มดีในลีกหลายคนก็ยังไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ขณะที่การขาดผู้เล่นตัวหลังทั้ง ชนาธิป, ธีราทร และธีรศิลป์ ก็คงไม่ใช่ข้ออ้างเพราะทุกทีมต่างก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจที่เจ้าตัวจะออกมายอมรับความผิดหวังจากสามนัดหลังสุดที่ ยูเออี

การวางเป้าหมายถือเป็นเรื่องที่สำคัญ หากแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เราต้องย้อนกลับมาดูอีกครั้งว่า ทุกวันนี้เราสามารถป้อนนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้าสู่ระบบได้มากน้อยแค่ไหน เราเป็นขาประจำในศึกฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์เอเชียทุกรุ่นแล้วรึยัง เพราะถ้าเราสามารถทำสองสิ่งนี้ได้ราวกับเป็นเรื่องปกติ เมื่อถึงวันนั้นเราค่อยขยับหมุดจากฟุตบอลเยาวชนเอเชีย ไปเป็นฟุตบอล U17 และ U20 ชิงแชมป์โลก

และถ้าทุกอย่างยังถูกขับเคลื่อนราวกับฟันเฟืองเครื่องจักร วันนั้นแหละที่จะบอกได้ว่าเราดีพอสำหรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายแล้วรึยัง เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้เราคือทีมอันดับที่ 20 ของเอเชีย ในขณะที่คู่ต่อสู้ในทวีปนั้นล้วนแต่เขี้ยวลากดินทั้งสิ้น ไม่นับ ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อิหร่าน หรือแม้แต่ ซาอุดิอาระเบีย ที่อยู่ในกลุ่มตีตั๋วไปลุยเวิลด์ คัพ เรายังต้องฝ่าด่านหินจากทีมในกลุ่มตะวันออกกลาง รวมถึง จีน ที่เพรียบพร้อมทั้งเม็ดเงิน และทุกปัจจัยในโลกฟุตบอล เช่นเดียวกับทีมในกลุ่มอาเซียนอย่าง เวียดนาม ที่มีพัฒนาการ และเติบโตขึ้นมาทั้งในระดับเยาวชน และชุดใหญ่

หวังว่าการตกรอบของทีมชาติไทยในครั้งนี้จะมอบ “บทเรียนชิ้นสำคัญ” ให้กับทุกๆ คนได้เรียนรู้จากความขมขื่นในวันนี้ว่า เราต้องกลับมามองถึงรากฐานที่จะช่วยให้ทีมชาติไทยของเราเติบโตแบบยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนที่ต้องไล่เป็นสเต็ปจากระดับอาเซีย สู่ระดับเอเชีย ก่อนจะไปถึงระดับฟุตบอลโลก เพื่อให้เราพร้อมที่สุดสำหรับการออกจากบ้านไปต่อกรกับคู่ต่อสู้สุดหินเช่นนี้

สำหรับนักฟุตบอลทีมชาติไทยทุกคน พวกคุณไม่ต้องห่วงว่าเราจะสิ้นศรัทธา เพราะสุดท้ายแล้วเราก็ยังพร้อมเป็นกำลังใจ และสนับสนุนพวกคุณทุกคนไม่มีเปลี่ยน เรารู้ว่าการลงไปต่อสู้ในสนามในฐานะ “นักเตะทีมชาติไทย” นั้นเต็มไปด้วยความกดดันมากแค่ไหน

จงลืมฝันร้ายในวันนี้ไป

กลับบ้านเรามาเริ่มใหม่

ฟักฟูมหัวใจ ให้พร้อมกับการต่อสู้ครั้งใหม่

และครั้งต่อไป เราจะมาฉลองชัยชนะด้วยกัน

ขอแค่ “อย่าสิ้นศรัทธา” …

ช้างศึก

แบ่งปัน