คุณอยากเห็น “11 ตัวจริง” แบบไหนในแมตช์ฟัด “เสือเหลือง” ?

6

#แบกเป้ดูบอลไทย By #เก้นนิติพงษ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า 2 นัดล่าสุดในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่มจี กับการคว้าได้เพียง 1 แต้ม คือสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคงไม่ใช่เรื่องอื่นใดนอกจาก “ความผิดหวัง” แต่อดีตก็เป็นเพียงแค่อดีต ที่สอดคล้องกับกฏธรรมชาติที่ว่า “หากต้องการเดินไปข้างหน้า ต้องห้ามจมอยู่กับความผิดพลาดที่ผ่านมา”

แม้เกมต่อไปที่ทัพ “ช้างศึก” ต้องดวลกับ “เสือเหลือง” คือเกมส่งท้ายทัวร์นาเม้นต์ที่ไม่ได้มีผลต่อการผ่านเข้าสู่รอบต่อไปในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก ทว่าเเมตช์นี้ยังคงสำคัญกับทีมชาติไทยเพราะมันเป็นอีกเกมที่จะชี้ชะตาสู่การผ่านเข้ารอบเอเชียนคัพ 2023 รอบคัดเลือก รอบ 3 โดยไม่ต้องยืมจมูกทีมอื่นหายใจ หากเราไม่ปราชัยในเกมนี้

ฉะนั้น 11 ตัวจริงในเกมฟัดเสือเหลือง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ อากิระ นิชิโนะ ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อนำมาซึ่งแนวทางการเล่น และผลการแข่งขันที่ทำได้ตามเป้าหมายคือการคว้า “ชัยชนะ” อีกครั้ง หลัง 9 เกมที่ผ่านมานับทุกถ้วยทุกรายการ “ช้างศึก” ภายใต้การนำทีมของขงเบ้งแดนปลาดิบไม่สามารถเก็บชัยได้เลย โดยแบ่งเป็นเสมอ 4 แพ้ 5

11 ตัวจริงในเกมนี้ หาก ทีมชาติไทย ออกสตาร์ทในระบบ 4-2-3-1 ไล่มาจากตำแหน่งผู้รักษาประตู แม้ #ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จะทำผลงานส่วนตัวได้ดีทั้งในลีก และกับทีมชาติตลอด 2 เกมหลังสุด ทว่า ชื่อของ #ฉัตรชัย บุตรพรม คืออีกอ๊อปชั่นที่ นิชิโนะ น่าลองให้โอกาสดูสักครั้ง เพราะหากมองดูสถิติเฉพาะศึกไทยลีก 2020/21 ที่ผ่านมา ฉัตรชัย ได้รับความไว้วางใจให้ลงเฝ้าเสาทั้ง 30 เกม 2700 นาที ถูกคู่แข่งยิงไปเพียง 13 ประตู (น้อยที่สุดในลีก) พร้อมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “เดอะ แรบบิท” ไม่แพ้ใครถึง 29 เกมติดต่อกันในลีก แบ่งเป็น ชนะ 24 เสมอ 5 นอกจากนี้ ฉัตรชัย ยังมี “เซ้นส์” ในการเซฟจุดโทษ และเล่นบอลด้วยเท้าที่ยอดเยี่ยม

ฉะนั้นการลองใช้ ฉัตรชัย เป็นนายทวารในเกมนี้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจพอสมควร…

ข้ามมาที่แนวรับในระบบกองหลัง 4 คน เริ่มที่คู่ปราการหลังตัวกลาง จากช่องโหว่ที่ค่อนข้างมากพอสมควรในเกมกับ ยูเออี หากเดาใจ นิชิโนะ เชื่อว่าเขาต้องเห็นอะไรบางอย่าง และจำเป็นต้อง “เปลี่ยน” เพื่อสิ่งที่ดีกว่า ฉะนั้นชื่อของ #พรรษา เหมวิบูลย์ น่าจะเข้ามาในใจของกุนซือชาวญี่ปุ่น และพร้อมใส่ให้เป็น 11 ตัวจริง ซึ่งเจ้าตัวเคยโหม่งประตูใส่ทีมชาติมาเลเซียมาแล้วในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง แม้เกมดังกล่าวจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 และทำให้ไทยตกรอบ ทว่าฟอร์มส่วนตัวถือว่าเล่นได้ตามมาตรฐาน

ขณะที่คู่ขาในเกมนี้คาดว่า นิชิโนะ ยังคงจะใช้บริการของ #มานูเอล ทอม เบียร์ห หนึ่งในสามปราการหลังตัวกลางที่ได้โอกาสลงฟาดแข้งใน 2 เกมที่ผ่านมา ซึ่งหากเทียบฟอร์มปอนด์ต่อปอนด์กับทุกคนในทีม ทอม เบียร์ห คือแนวรับร่างยักษ์ที่มีจุดเด่นที่ลูกกลางอากาศ อีกทั้งยังมีความเร็วซึ่งน่าจะประสานงานกับ พรรษา เพื่อจัดการแนวรุกมาเลเซียได้ดี

ขณะที่แบ็กขวา #ทริสตอง โด คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะเกมนี้ทีมชาติไทยไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว… และเป้าหมายของเราลำดับแรกไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากการคว้า 3 แต้ม นอกจากจุดเด่นในเรื่องความฟิต เติมขึ้น-ลงไม่มีหมด เขาจึงเป็นอีกตัวเลือกสำคัญที่น่าจะช่วยสร้างสรรค์ และสนับสนุนแนวรุกทัพ “ช้างศึก” ทางกราบขวาได้ยอดเยี่ยมเป็นแน่

ส่วนแบ็กซ้ายชื่อแรกที่โผล่ขึ้นมายังคงเป็นนามของ “พี” #ศศลักษณ์ ไหประโคน ดาวเตะป้ายแดงกับทีมแชมป์เคลีก 2 ปีล่าสุด อย่าง ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส คาแรกเตอร์ของ พี นั้นชัดเจนมากในเรื่องของหัวจิตหัวใจความเป็นนักสู้ทั้งใน และนอกสนาม บวกกับประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับทัพ “ปราสาทสายฟ้า” ทั้งในประเทศ และระดับเอเชียมาอย่างโชกโชน

ยิ่งเหลือบมองดูสถิติที่เจ้าตัวทำไว้ในซีซั่นนี้เห็นได้ชัดเลยว่า เขาคือหนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดในพื้นที่ฝั่งซ้าย การแอสซิสต์ถึง 5 ครั้ง สร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้มากถึง 29 ครั้ง เรียกฟาวล์คู่แข่งได้สูงถึง 64 หน อีกทั้งยังสกัดบอลได้มากกว่า 42 ครั้ง เหนือกว่าทุกตัวเลือกในตำแหน่งนี้ ซึ่งเกมนี้หาก ศศลักษณ์ ได้ลงเต็มเกมสักครา เราน่าจะได้ทราบสาเหตุว่าทำไม “ยอดทีมแห่งเอเชีย” ต้องปิดดีลเจ้าตัวไปลุยในศึกเคลีก

มาต่อที่มิดฟิลด์คู่กลาง #สารัช อยู่เย็น กับ #ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ คือคู่กองกลางที่น่าจะเล่นร่วมกันแล้วกลมกลืนที่สุด หากดูสถิติ สารัช กับศึกไทยลีก 2020/21 ลงสนาม 21 นัด ทำ 3 แอสซิสต์ สร้างโอกาสทำประตูเฉลี่ย 1.9 ครั้งต่อเกม สร้างคีย์พาสเฉลี่ย 0.44 ครั้งต่อเกม ประกอบกับความชัวร์ในการเล่น ยากที่จะเสียบอลในพื้นที่อันตราย ทำให้เขากลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายในแดนกลางที่มีส่วนสำคัญให้ บีจีพียู คว้าแชมป์ไทยลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

ขณะที่ “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือกองกลาง BOX TO BOX ที่ดีที่สุดในไทย นับจากครั้งแรกที่ติดทัพ “ช้างศึก” จากวันนั้นสู่วันนี้คือปีที่ 9 อีกทั้งประสบการณ์ค้าแข้งกับทีมชั้นนำในไทยลีกและเวทีเจลีกอาจเป็นฟันเฟืองสำคัญคอยสนับสนุนแนวรุกให้ทีมชาติไทยคว้า 3 แต้มในเกมนี้ได้สำเร็จ

ขณะที่สามประสานตัวรุก เริ่มจากตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ หลัง 2 เกมที่ผ่านมาไม่มีชื่อ #สุมัญญา ปุริสาย เกมนี้หาก นิชิโนะ กล้าเปลี่ยนแปลงคิดว่าน่าจะได้เห็น สุมัญญา ลงวาดลวดลายบนฟลอร์หญ้า และจะนำมาซึ่งการประสานงานแบบ “บีจี คอนเนคชั่น” ในแบบฉบับมิดฟิลด์ทีมแชมป์ไทยลีก… 4 ประตู 6 แอสซิสต์ สร้างโอกาสเฉลี่ย 15 ครั้งต่อเกม ชนะดวลกลางอากาศเฉลี่ย 2.1 ครั้งต่อเกม เลี้ยงชนะเฉลี่ย 3.9 ครั้งต่อเกม พร้อมทำสถิติปะทะชนะเฉลี่ย 3 ครั้งต่อเกม ทำให้เห็นว่า สุมัญญา คือมิดฟิลด์ตัวรุกที่เล่นได้ทั้งเกมบุกและถอยมาช่วยเกมรับได้ดี หาก 3 ตำแหน่งดังกล่าวออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ เราน่าจะได้เห็นจุดเด่นที่ไม่เกิดขึ้นเลยตลอด 2 เกมที่ผ่านมาก็เป็นได้

ปีกขวาน่าจะถึงเวลาของ #เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ อีกหนึ่งแข้งที่ นิชิโนะ เคยใช้งานในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่เป็นดาวซัลโวประจำทีม หลังยิง 3 ประตู ในรอบแบ่งกลุ่มพาทีมเข้าสู่รอบน็อคเอาท์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังฟอร์มแรงไม่หยุดในลีกด้วยการจ่ายให้เพื่อนยิงไป 14 ครั้ง ทำสถิติเป็นแข้งแอสซิสต์สูงสุดในไทยลีก 2020/21 ลูกห้าว กล้าบู๊ กล้าลุย ที่มาจากทัศนคติที่สุดยอดของเขา คงไม่มีไทม์มิ่งไหนเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของ นิชิโนะ ให้ “ปีกจรวด” รายนี้ลงสนามเป็นตัวจริงในเกมส่งท้ายคัดบอลโลก 2022

อย่างไรก็ตามหากเกมตื้อๆ ตึงๆ เด็กระเบิดแห่งบุรีรัมย์อย่าง #ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ผู้ทำสถิติลงสนามกับทีมชาติชุดใหญ่ 4 นัด พร้อมยิง 3 ประตู ในวัยเพียง 18 ปี ก็พร้อมเป็นแบ็กอัพชั้นดีให้ นิชิโนะ เช่นกัน

ส่วนปีกซ้าย #สุภโชค สารชาติ แข้งที่ก้าวข้ามจากการเป็นดาวรุ่งสู่นักเตะคนสำคัญแห่ง “ช้างศึก” ยังคงต้องลงฟาดแข้งในตำแหน่งตัวจริง แต่อาจขยับไปเล่นริมเส้นฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเจ้าตัวที่น่าจะช่วยเค้นฟอร์มช่วยทีมชาติไทยได้ดีขึ้น อีกทั้งฟอร์มในลีกถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน 9 ประตู 4 แอสซิสต์ พร้อมทำสถิติเลี้ยงเอาชนะเฉลี่ย 4.1 ครั้งต่อเกม ทำให้เห็นว่าหาก สุภโชค ได้ยืนริมเส้น และมีพื้นที่ให้ลากตัดเข้าในแล้วสร้างสรรค์เกมรุกน่าจะทำให้แนวรับ มาเลเซีย อาจเจองานหนักตลอดทั้งเกมก็เป็นได้

ตำแหน่งสุดท้ายศูนย์หน้าตัวเป้า… จังหวะนี้คงไม่มีช่วงไหนเหมาะสมไปมากกว่าการส่ง “เบียว” #ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม ลงยืนตัวจริง เขาคือกองหน้าในอุดมคติของโค้ชหลายๆ คนท่ามกลางยุคปัจจุบันที่ศูนย์หน้าชาวไทยน้อยคนนักจะเล่นในสไตล์ FOX IN THE BOX ที่มีความอันตรายอย่างยิ่งในกรอบ 18 หลา ด้วยประสบการณ์การค้าแข้งในดินแดนปลาดิบกับ เอฟซี โตเกียว รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในศึกเจลีก 3 หนึ่งปี ประกอบกับฟอร์มฤดูกาลที่ผ่านมาที่ซัด 12 ประตู เป็นรองดาวซัลโวคนไทยศึกไทยลีก 2020/21 คือเครื่องการันตีสำคัญที่ควรมอบโอกาสให้ “เบียว” เดบิวต์ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกหนนี้เสียที

พรุ่งนี้ “ช้างศึก” ไม่มีอะไรต้องเสีย สิ่งเดียวที่ต้องท่องไว้ในใจคือ “สู้สุดใจ” เพื่อพาทีมชาติไทยคว้าชัยส่งท้ายศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกหนนี้ให้ได้…

ได้เวลาลุยกัน ทัพ “ช้างศึก” !!!

#โปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติไทย ในศึก “ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2”

วันที่ 15 มิถุนายน 2564
– ทีมชาติไทย พบ มาเลเซีย เวลา 23.45 น. ณ สนามอัล มัคตูม

╔═══════════╗
อัพเดต ข่าวสาร บทความ ทุกเรื่องราวของวงการกีฬา
ทั้งในและต่างประเทศ ได้ที่ >> www.stadiumth.com
ติดตาม 2 ช่องทางใหม่ของ “ช้างศึก” ได้ที่
LINE : https://bit.ly/lineChangsuek
Blockdit : https://bit.ly/ChangsuekBlockdit
╚═══════════╝
#ช้างศึก​​ #TogetherAsOne​​ #บอลไทย​​ #ฟุตบอลไทย​​​​ #ทีมชาติไทย #นักฟุตบอลไทย #Thailand​​ #Football​​ #FAThailand​ #ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ​#WorldCupQualifiers #WorldCup2022

แบ่งปัน