” เทพนิยายแห่งยูโร 92 “

25

ยูโร ใกล้เข้ามาเต็มที เราเคยมีเรื่องของปกรณัมกรีก เมื่อปี 2004 แต่ตำนานเรื่องราวเทพนิยาย ต้องเป็นของเดนมาร์ก เมื่อปี 1992

ฮันส์ คริสเตียน อันเดอร์เซ่น คือนักเขียนเทพนิยายชื่อดังชาวเดนมาร์ก ผู้แต่ง ลิตเติ้ล เมอร์เมด และ ลูกเป็ดขี้เหร่ แต่เรื่องราวยูโร 92 ไม่ได้มาจากปลายปากกาของเขา

ยูโร 96 ที่อังกฤษ เป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้ารอบสุดท้ายถึง 16 ทีม แต่ก่อนหน้านั้น ยูโร รอบสุดท้ายจะมีทีมเข้าร่วมแค่ 8 ทีมเท่านั้น

ในการเล่นรอบคัดเลือก ต้องจบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มสถานเดียวถึงจะได้ผ่านเข้ามาเล่นรอบสุดท้าย

สำหรับ ยูโร 92 สวีเดน ได้รับเป็นเจ้าภาพ ช่วงนั้นสวีเดน กำลังอยู่ในช่วงพีคมากๆ เป็นทีมที่แข็งแกร่ง

เดนมาร์ก ตอนรอบคัดเลือก พวกเขาอยู่กลุ่มเดียวกับ ยูโกสลาเวีย, ไอร์แลนด์เหนือ, ออสเตรีย และหมู่เกาะแฟโร

เริ่มต้นเตะรอบคัดเลือกตอนเดือนกันยายน 1990 เดนมาร์ก แต่งตั้ง ริชาร์ด โมเลอร์ นีลเซ่น มาคุมทีม

เกมแรกชนะหมู่เกาะแฟโร 4-1 ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก, เกมต่อมา ทำได้แค่เสมอ ไอร์แลนด์เหนือ 1-1 และเกมที่สาม พวกเขาแพ้คาบ้านต่อยูโกสลาเวีย 2-0

หลังจบเกมนี้ แคมป์เดนมาร์ก เหมือนแตกเป็นเสี่ยงๆ นักเตะระดับซีเนียร์หลายราย ไม่พอใจแนวทางการทำทีมของ โมลเลอร์ นีลเซ่น อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ยาน โมลบี้, ไมเคิ่ล เลาดรุป และน้องชาย ไบรอัน เลาดรุป รวมถึง ยาน บาร์ทรั่ม เลยตัดสินใจเลิกเล่นให้ทีมชาติไปเลย

แม้จะไม่มีตัวดังๆ แต่หลังจากนั้น เดนมาร์ก กลับทำผลงานได้ดี พวกเขาเดินหน้าคว้าชัยชนะในเกมที่เหลือได้ทั้งหมด รวมถึงล้างแค้นยูโกสลาเวีย ด้วยการบุกไปชนะ 2-1 ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลจากการหลุดเสมอไอร์แลนด์เหนือและแพ้ยูโกฯ ในเกมแรก ก็ทำให้พวกเขาจบด้วยการเป็นอันดับ 2 นั่นหมายความว่า ยูโกสลาเวีย แชมป์กลุ่มจะได้เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่สวีเดน

แน่นอนว่า เดนมาร์ก รู้ตัวพวกเขาจะไม่ได้เข้าร่วมเล่นในยูโร กลางปี 92

เมื่อจบฤดูกาลฟุตบอลลีก 1991/92 นักเตะทีมชาติเดนมาร์ก ก็เตรียมตัววางแผนพักร้อนกันตามปกติ

ทว่าข่าวร้อนก็เดินทางมาถึง

ยูโกสลาเวีย ขณะนั้นมีสงครามกลางเมือง ระหว่างชาติพันธุ์หลักๆ คือเซิร์บ กับโครแอต ด้วยเหตุผลทางการเมืองนี้ ยูฟ่า เลยตัดสินใจแบน ยูโกสลาเวีย

จริงๆ แล้ว ยูโกสลาเวีย ชุดนั้นถือว่าแข็งแกร่งสุดๆ เพราะแข้งชุด “ยุคทอง” พวกดาวรุ่งที่ช่วยกันคว้าแชมป์เยาวชนโลกในปี 1987 ต่างเติบโตเป็นหนุ่มเต็มที่ เปแดร็ก มิยาโตวิช, ซโวนิเมียร์ โบบัน, โรเบิร์ต โปรซิเนซกี้, ดาวอร์ ซูเคอร์, เดยัน ซาวิเซวิช, วลาดิเมียร์ ยูโกวิช, ดาร์โก้ ปานเชฟ, โรเบิร์ต ยาร์นี่

ไม่แปลกใจที่พวกเขาจะทำผลงานได้ดี และหากพวกเขาได้เข้าร่วม ยูโร 92 แน่นอนว่าไม่มีทีมไหนจะมองข้ามพวกเขาได้เลย

แต่เมื่อพวกเขาโดนแบนออกจากการแข่งขัน แน่นอนว่าตั๋วสู่ยูโร จะต้องตกมาเป็นของทีมอันดับ 2 ในรอบคัดเลือกกลุ่มเดียวกัน นั่นก็คือ เดนมาร์ก

ทว่าก่อนข่าวจะเดินทางมาถึง จริงๆ สมาคมฟุตบอลเดนมาร์ก และนักเตะบางคน อ่านเหตุการณ์ว่า มีโอกาสที่มันจะออกมาในรูปนี้อยู่บ้างเหมือนกัน ถ้าลองติดตามข่าวสารบ้านเมือง เกี่ยวกับสงครามในยูโกสลาเวีย

“มีพวกที่ไม่เชื่อว่าเราจะได้เข้าร่วมด้วย แต่เราก็พอรู้ว่ามีการพูดคุยกันอยู่บ้างว่ามันอาจจะออกมาในรูปนี้” คิม วิลฟอร์ด กองกลางผู้ทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ ให้สัมภาษณ์

“จากนั้นเราก็ได้รับข่าวแจ้งมาก ไม่มีการประชุมอะไรทั้งนั้น เดนมาร์กต้องเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะ “เซย์ NO” เพราะมันคงไม่ได้ช่วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ยูฟ่า และสมาคมฟุตบอลเดนมาร์กให้แน่นแฟ้นขึ้นแน่”

เดนมาร์ก ได้รับการแจ้งข่าว และให้ส่งรายชื่อล่าช้ากว่าทีมอื่นได้ โดยตอนนั้นพวกเขามีเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม ในการส่งรายชื่อ

ไบรอัน เลาดรุป ตัดสินใจคัมแบ็กทีมชาติตั้งแต่เดือมเมษายนแล้ว

ทว่าพี่ชายของเขา ไมเคิ่ล ผู้ซึ่งขณะนั้นเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดในโลก เขาคือเพลย์เมกเกอร์ตัวเทพในยุค “ดรีม ทีม” ของบาร์เซโลน่า ของโยฮัน ครัยฟ์

ไมเคิ่ล เลาดรุป ตัดสินใจไม่กลับมาร่วมทีมชาติ หนึ่งคือเหตุผลที่เขาไม่ลงรอยกับกุนซือ ริชาร์ด โมลเลอร์ นีลเซ่น และอีกอย่าง เชื่อกันว่า เพราะเขามองว่าเดนมาร์ก ไม่ได้มีลุ้นอะไรอยู่แล้ว เลยปฏิเสธในการกลับมาช่วยชาติ

ขุนพลทีมโคนมชุดนั้น ส่วนใหญ่เล่นในสโมสรภายในประเทศเอง ทว่าก็มีบางคนที่เป็นตัวเก่งและเล่นในลีกใหญ่ๆ

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล มือกาวแมนฯ ยูไนเต็ด เขาคือหนึ่งในโกล์ดีสุดในยุโรปแล้วเวลานั้น

จอห์น ซิเวเบค ของโมนาโก ก็เคยเล่นให้แมนฯ ยูไนเต็ด

เฟลมมิ่ง พอฟล์เซ่น กองหน้าของ ดอร์ทมุนด์ คือดาวยิงสูงสุดในทีมตอนนั้น

ไบรอัน เลาดรุป ขณะนั้นเล่นให้บาเยิร์น มิวนิค

แต่แกนหลักของทีมส่วนใหญ่เล่นให้ 2 สโมสรใหญ่ของเดนมาร์กคือ บรอนด์บี้ และ ลิงก์บี้

คิม วิลฟอร์ท เองก็เล่นให้ บรอนด์บี้ “แต่เรามีทีมที่ดี เราเอาชนะยูโกสลาเวีย ในรอบคัดเลือกได้ และเรามีแผนที่จะเตะกับ CIS (ทีมจากอดีตสหภาพโซเวียตตอนที่แตกใหม่ๆ) 1 สัปดาห์ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์” เขากล่าว

กลุ่มของเดนมาร์ก ในยูโร 92 ประกอบด้วย สวีเดน เจ้าภาพ, ฝรั่งเศส และ อังกฤษ

มองยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะเข้ารอบ เพราะนอกจากจะเตรียมตัวช้า ไม่ทันตั้งตัวแล้ว ดูจากตัวผู้เล่น ก็ยังเป็นรองอีก 3 ชาติ

ทว่ามันกลับกลายเป็นข้อดีไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเดนมาร์ก เดินทางมาโดยปราศจากความกดดันใดๆ แม้แต่น้อย

“เราไม่มีทางล้มเหลว เพราะมันไม่ได้มีความคาดหวังอยู่แล้ว ถ้าเราแพ้ 0-5 ทั้ง 3 นัด มันก็ไม่เป็นไรอยู่ดี เราเล่นโดยไม่มีความกดดันอะไรเลย เพราะเราคิดว่าเดี๋ยวเราก็ตกรอบกลับบ้านแล้ว”

เกมแรก เดนมาร์ก ยันเสมออังกฤษ 0-0 ตามมาด้วยแพ้สวีเดน 0-1 และเกมสุดท้าย โอกาสเข้ารอบยังมี แต่พวกเขาต้องเจอกับฝรั่งเศส

ไปๆ มาๆ พวกเขากลับพลิกชนะฝรั่งเศส 2-1 ทำให้ เดนมาร์ก พลิกเข้ารอบไปกับเจ้าภาพสวีเดน

นั่นถือเป็นเซอร์ไพรส์แรกของทัวร์นาเมนต์ แต่ เซอร์ไพรส์ยังไม่จบ

เข้ารอบน็อคเอาท์ (ซึ่งก็คือรอบรองชนะเลิศเลย) เดนมาร์ก ต้องเจอกับ ฮอลแลนด์

ทัพดัตช์คือแชมป์เมื่อ 4 ปีก่อน เต็มไปด้วยโคตรบอล นำโดย ไรจ์การ์ด, แวน บาสเท่น, กุลลิท 3 ทหารเสือจาก เอซี มิลาน, เดนนิส เบิร์กแคมป์ และ โรนัลด์ คูมัน ยอดกองหลังจากบาร์เซโลน่า

เอาเข้าจริง เดนมาร์ก เล่นด้วยความมั่นใจไร้ความกดดัน ออกนำถึง 2 ครั้ง 2 ครา ก่อนจบลงด้วยผลเสมอ 2-2 เกมยื้อไปจนถึงการดวลจุดโทษ

ถึงคราวที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล จะตอกย้ำว่าเขาคือหนึ่งในโกล์ดีสุดของยุโรปและของโลก ในการดวลเป้า ชไมเคิ่ล เซฟลูกยิงของ มาร์โก แวน บาสเท่น ดาวยิงเบอร์ 1 ของโลกเอาไว้ได้

นั่นทำให้ เดนมาร์ก เป็นฝ่ายชนะ ได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมัน ซึ่งปราบเจ้าภาพสวีเดนมาได้ 3-2

“10 นักเตะในทีมของเรา ถ้าไม่ได้อยู่กับบรอนด์บี้ก็เคยเล่นให้บรอนด์บี้มาก่อน หนึ่งปีก่อนหน้ายูโร บรอนด์บี้ เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ นั่นถือเป็นเรื่องใหญ่แล้วสำหรับสโมสรจากเดนมาร์ก”

“หลายคนในทีมยังเล่นให้ทีม ยู-21 และทีมโอลิมปิก ซึ่งได้ผ่านเข้าไปเล่นใน โซล 1988 มาด้วยกัน”

เป็นอีกครั้งที่ เดนมาร์ก โดนมองว่าเป็นรอง เพราะเยอรมัน คือแชมป์โลกเมื่อ 2 ปีก่อน

เยอรมันแกร่งทุกตำแหน่ง นายทวารโบโด อิลก์เนอร์

กองหลัง กีโด้ บุควัลด์ เป็นสวีปเปอร์ ส่วน 2 สต็อเปอร์คือโธมัส เฮลเมอร์ และปีศาจหน้าติดหนวดอย่าง เยอร์เก้น โคห์เลอร์

วิงแบ็ก สเตฟาน รอยเทอร์ และ อันเดรียส เบรห์เม่

กองกลางมี มัทธิอัส ซามเมอร์ กับ สเตฟาน เอ็ฟเฟ่นแบร์ก คุมเกม โธมัส เฮสเลอร์ คนเล็กเหลี่ยมเทวดาทำหน้าที่ปั้นเกมให้กับ คาร์ล ไฮน์ซ รีดเล่ และ เยอร์เก้น คลิ้นส์มันน์

เดนมาร์กเอง พวกเขาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ล้นทีม แต่พวกเขาคือทีมที่เล่นด้วยกันมานาน แต่ก็มีทีเด็ดในตำแหน่งสำคัญๆ

ชไมเคิ่ล เฝ้าเสา กองหลังมี ซิเวเบค เป็นวิงแบ็กขวา มี ธอร์เบน พีชนิค ซึ่งภายหลังจะย้ายมาเล่นให้ลิเวอร์พูล

แดนกลาง คิม วิลฟอร์ด และ ยอห์น เยนเซ่น ที่หลังจบยูโรเขาจะย้ายมาเล่นให้อาร์เซน่อล ข้างหน้านำโดยคนที่รู้จักบอลเยอรมันดีอย่าง ไบรอัน เลาดรุป และ เฟลมมิ่ง พอฟล์เซ่น

ด้วยการเล่นที่เปี่ยมความมั่นใจ สู้กับความกดดันได้ดีเหลือเชื่อ และเล่นด้วยความอดทน เดนมาร์ก เป็นฝ่ายพลิกออกนำโดย ยอห์น เยนเซ่น ในนาทีที่ 18

ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล โชว์ซูเปอร์เซฟไว้หลายช็อต กระทั่งนาทีที่ 78 คิม วิลฟอร์ท ก็ได้บอลหลุดเข้าไปยิงชนเสา ฝังเป็น 2-0

ช็อตนี้ หลายคนยังมองว่า วิลฟอร์ท แฮนด์บอลก่อน ด้วยการใช้ท่อนแขนด้านบอลพักบอลลงก่อนยิง แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันเป็นประตู

จบเกม เดนมาร์ก พลิกหักปากกาเซียอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้ายของยูโร 92 พวกเขาคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

จากทีมที่ไม่ควรจะได้เข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ด้วยซ้ำ ไม่มีสตาร์อันดับ 1 ของทีม แทบไม่มีเวลาเตรียมทีมจริงๆ จังๆ แต่ด้วยความที่เล่นด้วยกันมานาน สปิริตที่แข็งแกร่ง และปราศจากความกดดัน ในที่สุด เดนมาร์กชุดนี้ก็ช่วยกันเขียนเทพนิยายขึ้นมาได้สำเร็จ

“เรามีสปิริตอันยอดเยี่ยม ทีมที่ต้องการชนะและนั่นคือสิ่งที่ดีมากๆ เมื่อคุณต้องเล่นในเกมระดับสูง เมื่อเราตกอยู่ใต้ความกดดันในการเจอกับเยอรมัน มันเป็นสปิริตนี้แหละที่ช่วยพวกเราไว้”

“เราไม่ได้มีนักเตะที่ดีที่สุด แต่เรามีทีมที่ดีที่สุด”

แบ่งปัน