เส้นคั่นทางของ โรเมลู ลูกากู

26

[ #เส้นคั่นของ “ลูกากู” ]
โรเมลู ลูกากู โชว์ฟอร์มร้อนแรงตั้งแต่ย้ายจากแมนฯยูไนเต็ดมาสู่อินเตอร์ มิลานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เขายิงไปทั้งสิ้น 34 ประตูบวกด้วย 6 แอสซิสต์ จาก 51 นัดทุกรายการที่โม่แข้ง ซึ่งเป็นผลงานที่คู่ควรกับการยกนิ้วโป้งให้

ตอนมาใหม่ๆ ลูกากู เจอกับคำถามอยู่เหมือนกัน เพราะแม้จะเป็นนักเตะเบลเจี้ยน แต่ส่วนใหญ่ค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกมาทั้งสิ้น หากไม่นับอันเดอร์เลชท์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่บ้านเกิด

นอกจากต้องปรับให้เข้าสไตล์ฟุตบอลภาคพื้นยุโรป ซึ่งไม่มีความเจนจัดคุ้นเคยเท่าไรนัก หลายคนยังกังขาว่าตกลงแล้ว ลูกากู เจ๋งจริงหรือเปล่า บางเกมโดดเด่นเป็นพระเอก แต่บางเกมเปลี่ยนบทบาทดื้อๆมาเป็นตัวตลก

ไม่ใช่แฟนบอลบอลบ้านเราเท่านั้นที่สงสัยในเรื่องนี้ กองเชียร์เมืองนอกก็อยู่ในข่ายเดียวกัน ต่างก็เห็นว่าหลายครั้งที่ ลูกากู จับบอลแล้วมันเด้งห่างตัวไปไกล จนทำให้เสียโอกาสในการครอบครอง

ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ลูกากู ได้รับเสียงยกย่องชื่นชมเมื่อกดไป 4 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ จนได้รับรางวัล Bronze Boot หรืออันดับ 3 ของดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์

พอกลับมาเล่นให้แมนฯยูไนเต็ดต้นสังกัดเวลานั้นกลายเป็นว่าเกิดปัญหาเรื่องรูปร่างที่ดูหนาออกไปทางอ้วนฉุ จนขาดความปราดเปรียวคล่องแคล่วเป็นอุปสรรคในการยิงประตูไปซะอีก

เขาอ้างว่านั่นคือความจงใจเพื่อเพิ่มน้ำหนัก หวังจะพัฒนากล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ พลางยกตัวอย่างช่วงฟุตบอลโลกตัวก็ใหญ่อย่างนี้แหล่ะ แต่ทำผลงานได้น่าพอใจ

แน่นอนพอฟอร์มวูบเล่นไม่ได้ตามที่คาดหวัง ลูกากู ก็เจอแฟนบอลจับผิดอีก ผิดพลาดนิดเดียวช็อตนั้นจะเป็นที่โจษจันกันยาวๆ กองเชียร์ก็วิจารณ์ไปในแง่ลบ แทนที่จะให้กำลังใจสนับสนุนกัน

เขาเคยบ่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าเหมือนตกเป็นแพะในสายตาเร้ด อาร์มี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ทีมชนะหรือแพ้ ก็ต้องโดนจับเชือดบูชายัญเสมอ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆ

ทั้งที่ตัวเขาพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอลไว้เรื่อยมา อย่างเช่นไม่เกี่ยงงอนยามถูกขอร้องถ่ายรูปด้วย แจกลายเซ็น รวมทั้งหลังจบเกมยังเดินไปปรบมือขอบคุณเสมอ มักจะเป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ออกจากสนาม

แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่อาจชนะใจได้เลย จนรู้สึกว่าควรจะย้ายทีมดีกว่า เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่ควรจะเป็น เพราะบางครั้งก็หงุดหงิดที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จับไปเล่นริมเส้นแล้วให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาเป็นหน้าเป้า

นั่นจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของการย้ายสู่อินเตอร์ มิลานในฤดูร้อนปี 2019 โดยที่แฟนยูไนเต็ดไม่น้อยต่างยินดี ยิ่งเมื่อรู้ว่าได้ค่าตัวดีงามเหยียบ 80 ล้านยูโร

จะว่าไปนั่นคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไฉไลกว่าของ ลูกากู คงไม่ผิดอะไรนัก

อีกทั้งซีซั่นแรกผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยผลงานดาวยิงสูงสุดประจำทีมข่มรุ่นน้องอย่าง เลาตาโร่ มาร์ตีเนซ ด้วยซ้ำ

ซัลโวทะลุ 30 ประตูอย่างนี้ ความเชื่อมั่นย่อมล้นปรี่เป็นธรรมดา อย่างน้อยก็ลบคำสบประมาทได้ในระดับหนึ่ง แม้ยังไม่อาจล้างภาพลักษณ์เก่าๆได้หมดก็ตาม

เขายกระดับเป็นตัวรุกแถวหน้าเซเรีย อาร่วมกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ชิโร่ อิมโมบิเล่ อย่างสง่างาม

ลูกากู เคยให้สัมภาษณ์ว่าอยากแสดงให้โลกรู้เจ๋งมากพอสำหรับก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าเวิล์ดคลาสและจะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อไปถึงจุดนั้น

หากไปฟังแม่ของเขาเล่าถึงลูกชายคนนี้น่าจะฉายภาพตัวตนเด่นชัดยิ่งขึ้น เราจะเข้าใจสายเลือดความเป็นยอดนักสู้

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ลูกากู ถึงยืนหยัดอยู่ได้ เป็นดาวยิงทั้งแถวหน้าพรีเมียร์ลีกและเซเรีย อา

แม้ในเวลาเดียวกันอาจต้องเจอกับเสียงค่อนขอดก็ตาม

ฤดูกาลนี้ ลูกากู ยิงไป 24 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 31 นัดทุกรายการที่ลงโม่แข้ง

แน่นอนว่าตัวเลขนี้สวยหรูเหลือเกิน ในลีกตามหลัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพียงแค่ประตูเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้เขายังเปรียบเหมือนฟันเฟืองชิ้นสำคัญนำอินเตอร์ มิลานผงาดนำจ่าฝูงของเซเรีย อาในเวลานี้

ขณะเดียวกันปาดแซงหน้าเอซี มิลานอริร่วมเมืองแล้ว ยังโกยหนียูเวนตุสแชมป์เก่า 9 สมัยรวดอีก 10 คะแนนเต็มๆอีกต่างหาก เมื่อสิ้นสุดวีกเอนด์อีกด้วย

กูรูผู้เชี่ยวชาญล้วนแต่ฟันธงเปรี้ยงไปในทิศทางเดียวกันว่า น่าจะถึงเวลาพญางูใหญ่ได้ประกาศศักดาบ้างแล้ว

เกมล่าสุดเปิดบ้านทุบเจนัว 3-0 ก็เป็น ลูกากู นี่แหล่ะที่เบิกร่องตั้งแต่นาทีแรก ก่อนเข้าป้ายอย่างสบายไร้ปัญหา โดยที่มีอีก 1 แอสซิสต์ด้วย

อย่างไรก็ดีไฮไลต์น่าจะอยู่ที่ศึกมิลานดาร์บี้ก่อนหน้านั้น ซึ่งอินเตอร์เล่นในฐานะทีมเยือนดวลมิลานที่กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กัน

ผลคืออินเตอร์ไล่ต้อน 3-0 เลาตาโร่ จัดการคนเดียว 2 ประตูแรก ก่อนที่ ลูกากู จะมาซัดปิดกล่องคว้าชัยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่ตอนยิงได้แล้วไปเขาดูสะใจสุดขีด ก่อนตะโกนเหมือนปลดปล่อยที่สื่ออิตาลีจับความได้ว่า

“ฉันนี่เว้ยเจ๋งที่สุด รู้ยังว่าเป็นฉัน ฉันบอกแกแล้วไงวะ!”

เดาไม่ยากเลยว่า ลูกากู ต้องการจะข่ม ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้ารุ่นลายครามของเอซี มิลาน ซึ่งเลงเล่นเกมดังกล่าวด้วย แต่ไม่อาจยิงประตูได้และบาดเจ็บจนถูกเปลี่ยนออกในช่วง 15 นาทีสุดท้าย

จริงๆต้นตอปูนำร่องมาก่อนน่าจะเป็นเกมโคปปา อิตาเลียเมื่อปลายเดือนมกราคม อินเตอร์โคจรมาดวลมิลาน ซึ่งความเร้าใจไม่ใช่แค่การสู้ในเกมเท่านั้น

แต่การปะทะกันระหว่าง ลูกากู กับ อิบรา ก็กลายเป็นซีนสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ

ทั้งสองเกิดวิวาทะอย่างดุเดือดที่เอาหัวชนกัน ลูกากู ไม่ได้แสดงความเกรงกลัวรุ่นพี่ อีกทั้งมีนำเรื่องส่วนตัวมาด่าประจานด้วย

ดังนั้นเมื่อสบโอกาสยิงมิลานล้างแค้นได้ ลูกากู ไม่ลืมที่จะต้องขอเอาคืนหน่อย

แต่ความจริงหากย้อนไปเมื่อกุมภาพันธ์ปีก่อน ในเกมเซเรียอาซึ่งอินเตอร์พลิกสถานการณ์กลับมาแซงมิลานอย่างสุดมัน 4-2 หลังจบลง ลูกากู ทวิตข้อความในทำนองว่า “เมืองนี้มีราชาคนใหม่แล้ว”

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทุกคนจะนึกไปถึง ซลาตัน ผู้ประกาศเป็นพระเจ้าแห่งมิลาน แม้ก่อนเกม ลูกากู จะออกมากล่าวยกย่องหัวหอกรุ่นพี่ก็ตาม

ขณะเดียวกันเมื่อเดือนธันวาคมที่เพิ่งผ่านมานี่แหล่ะ ลูกากู เคยเปิดใจไว้ว่า หากนับช่วง 5 เดือนหลังสุดแล้วล่ะก็เขาคือ 1 ใน 5 กองหน้าที่เจ๋งสุดในโลก

หากวัดจากจำนวนประตูแล้วไม่ผิดหรอกที่ ลูกากู จะแสดงความเห็นเช่นนั้นออกไป

แต่สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตได้คือ บางครั้งเขาจะเผยความมั่นใจแบบไม่ถูกจังหวะหรือกาลเทศะเท่าไรนัก จนทำให้คนฟังอดหมั่นไส้ไม่ได้

แทนที่จะอ่อนน้อมให้ดูน่ารัก ทว่าเมื่อเขามีทีท่ายโสเช่นนี้ จึงมักจะโดนขุดอดีตมาดูหมิ่นดูแคลนอีก

การที่เขายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ มันยากที่จะปฏิเสธความเก่งกาจได้ แต่เสียงชื่นชมควรมาจากคนอื่น ไม่ใช่ตัวเอง

หากเขาคิดเลียนแบบ อิบรา ซึ่งกล้ายกย่องตัวเองอย่างไม่แคร์ใคร นั่นคือความคิดที่ผิด เพราะตัวตนของ ลูกากู ไม่ควรแสดงออกมาในลักษณะนี้

แต่นั่นแหล่ะบางทีอาจเพราะปมบางอย่างที่ฝังอยู่ในความรู้สึก การโดนบูลลี่ ดูถูก เหยียดผิว จากผู้คนรอบข้างมาตั้งแต่เด็ก กลายเป็นความอัดอั้นที่อยากจะระบายเมื่อถึงโอกาส

เมื่อแสดงออกมาอย่างนี้ มันจึงเหมือนว่าเขาทะนงหลงตัวเองและหากผิดพลาดขึ้นมาเมื่อไรจะโดนซ้ำเติมเอาได้

แต่ถ้าตัดสินใจเลือกแล้ว นั่นหมายความว่าพร้อมยอมรับผลที่จะตามมาอย่างไม่หวั่นเกรง

รูปภาพ
แบ่งปัน