“เบนจามิน เดวิส” กับโอกาสประเดิมพรีเมียร์ลีก

32

#ChangsuekFocus

27 สิงหาคม 2019 สก็อต ปาร์คเกอร์กุนซือฟูแล่ม ตัดสินใจส่งเด็กหนุ่มวัย 18 ปี (ในตอนนั้น) นามว่า “เบนจามิน เดวิส’ แทนที่ของลูก้า เด ลา ตอเร่ ในนาที 89 ก่อนที่สุดท้ายจะพ่ายให้กับเซาท์แธมป์ตันไป 0-1 ในศึก EFL Cup และนั่นคือครั้งล่าสุดที่แข้งลูกครึ่งไทยได้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศทีมชุดใหญ่ของฟูแล่ม…

ล่าสุด”เจ้าสัวน้อย” ฝ่าด่านอรหันต์ในศึกเดอะแชมเปี้ยนชิพจนคว้าตั๋วเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จจากโควตาเพลย์ออฟ นั่นทำให้แฟนบอลไทยโฟกัสไปที่เจ้าหนู เบน เดวิส ทันที เพราะนี่คือโอกาสที่เข้ามาใกล้ที่สุดกับการได้เห็นแข้งไทยคนแรกลงสนามในลีกสูงสุดแดนผู้ดี

แต่พูดกันตามตรงโอกาสของเจ้าหนูเบนยังเป็นเรื่องยากกับการลงเล่นพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มขึ้นเดือนหน้า…

ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2018/2019 ฟูแล่มคือสโมสรที่เสริมทัพมากที่สุดทีมหนึ่งในบรรดา 20 ทีมกับตลาดรอบซัมเมอร์ที่จัดการล่าลายเซ็นมาจำนวน 15 ราย และในช่วงกลางฤดูกาลอีก 4 ราย รวม 19 ราย เป็นเงินกว่า 100 ล้านปอนด์

ต่อเนื่องด้วยฤดูกาล 2019/2020 ที่ต้องตกชั้น ก็ยังเสริมทัพอีก 14 รายใน 2 ตลาดซื้อขาย นี่จึงเป็นอุปสรรคด่านแรกและด่านสำคัญในการพิสูจน์ตัวเองของเบน เดวิส ว่าจะดีพอแค่ไหนกับการเบียดผู้เล่นใหม่ๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นบิ๊กเนมขนาดไหน แต่ที่พอประเมินได้คือ ซาฮิด ข่าน ประธานสโมสรฟูแล่มคงจะได้มือเติบอีกเช่นเคย เพราะคงไม่อยากเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยด้วยการตกชั้นแบบเมื่อ 2 ปีก่อน เพียงแต่ว่าจะซื้อเยอะแค่ไหนเท่านั้นเอง

นอกจากเรื่องผู้เล่นใหม่แล้ว ตำแหน่งของเบน เดวิส นั่นคือมิดฟิลด์ตัวรุก สามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งจอมทัพ(แบบชนาธิป) และมิดฟิลด์ตัวกลาง ซึ่งตัวหลักเดิมที่สก็อต ปาร์คเกอร์ กุนซือเจ้าสัวน้อยใช้งานเป็นประจำจนพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จประกอบด้วยจอช โอโนมาห์ , ทอม แคลร์นีย์ (กัปตันทีม) , แฮร์รี่ อาร์เตอร์ , แฮร์ริสัน รีดส์ , สเตฟาน โยฮันเซ่น โดยแต่ละคนลงสนามเกิน 25 นัดทั้งสิ้น และยังไม่รวมถึงดาวรุ่งคนอื่นๆที่รอสอดแทรกเช่นกัน อย่าง ลูก้า เด ลา ตอเร่ ที่เบน เดวิส เคยเปลี่ยนตัวลงไปแทนก็เป็นหนึ่งในนั้นแถมประสบการณ์ยังมากกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจคือสก็อต ปาร์คเกอร์ กุนซือหนุ่มที่เข้ามารับเผือกร้อนจนฟูแล่มตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ก่อนจะโชว์ฝีมือด้วยการเลื่อนชั้นกลับมาได้ในปีเดียว ก็ได้เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี

อดีตผู้เล่นทีมชาติอังกฤษอย่างปาร์คเกอร์ได้เผยว่า เขาเข้าใจดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน กับการซื้อผู้เล่นเข้ามามากมาย ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ได้สำคัญว่าจะใช้เงินไปมากเท่าไหร่ แต่มันสำคัญที่ “จะใช้เงินอย่างไร ?”

จุดนี้เองที่ทำให้โอกาสของเจ้าหนู เบน เดวิส ดูมีหวังมากขึ้นในแง่ของผู้เล่นใหม่ที่จะเข้ามาเสริม ด้วยความที่สก็อต ปาร์คเกอร์ เชื่อมั่นกับขุมกำลังที่มี หากเสริมทัพก็คงไม่เยอะเท่าครั้งก่อนๆ และดาวรุ่งในทีมจะเป็นส่วนสำคัญในเป้าหมายของฟูแล่มฤดูกาลนี้

อีกสิ่งที่เป็นเรื่องดีนั่นคือการได้สก็อต ปาร์คเกอร์ เป็นคนชี้แนะแนวทางการเล่นมิดฟิลด์ ซึ่งหากเบน เดวิส ได้โอกาสขึ้นมาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ ประสบการณ์อันเหลือล้นของสก็อต ปาร์คเกอร์ที่เคยเป็นกองกลางของทีมชาติอังกฤษ คงช่วยสอนเจ้าหนูเบนให้แข็งแกร่งขึ้นไปได้อีกระดับ แถมการเป็นมิดฟิลด์เหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ดีอยู่แล้วว่าสามารถทำอะไรให้กับทีมได้บ้าง

ถึงตอนนี้ถ้าถามว่าโอกาสมีมั้ย ? มีครับ แต่อาจไม่ใช่ปีนี้…

ด้วยความที่เป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อ ความคาดหวังสูงและเดิมพันสูงอาจจะยังไม่ใช่เวลาของ “เบนจามิน เจมส์ เดวิส” ในปีนี้ แต่หากฟูแล่มอยู่รอดปลอดภัยได้เร็วในช่วงท้ายฤดูกาล เวลานั้นเองก็จะเป็นโอกาสสำคัญที่บรรดาดาวรุ่งในทีมจะได้ปล่อยของ

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวของเบน เดวิส เองด้วย ว่าจะแสดงความสามารถจนเข้าตาโค้ชและพัฒนาไปทีละสเต็ปได้เร็วแค่ไหน ไล่จาก U23 สู่ทีมชุดใหญ่ ต่อด้วยการเป็นแบ็คอัพและขึ้นสู่ตัวหลัก ทั้งหมดล้วนต้องใช้เวลาด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงการปรับตัวกับสไตล์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่เล่นกัน”เร็วและแรง” แฟนบอลไทยคงต้องใจเย็นและเชื่อในความมุ่งมั่นที่เบนจามิน เดวิส แสดงให้เห็นมาตลอดอย่างที่เขาเคยกล่าวไว้

“การที่ทีมเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด มันเป็นสิ่งที่ยากขึ้นกว่าเดิมกับโอกาสได้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของผม แต่ผมกำลังมองไปที่การฝึกซ้อมข้างหน้ากับผู้เล่นระดับสูง และเรียนรู้จากพวกเขา ตอนนี้ผมกำลังฝึกซ้อมอย่างหนักกับทีม U-23 ผมตั้งตารอที่จะต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ให้ได้”

ช้างศึก

livescore

แบ่งปัน