ย้อนตำนาน ‘แบล็คเบิร์น’ ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1994/95

52
กุหลาบไฟเป็นทีมกลางตารางในแชมเปี้ยนชิพ ณ ปัจจุบัน แต่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยหักปากกาเซียนคว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาครอง เราจึงขอพาไปรำลึกถึงทีมชุดนั้นอีกครั้ง

#1 ทิม ฟลาวเวอร์

ผู้รักษาประตูชาวอังกฤษ ยึดมือหนึ่งของเซาแธมป์ตันได้ตั้งแต่ยังเป็นดาวรุ่ง ก่อนย้ายซบแบล็กเบิร์นด้วยค่าตัว 2.4 ล้านปอนด์ ในปี 1993 ซึ่งถือเป็นสถิตินายด่านที่แพงที่สุดในสหราชอาณาจักร ณ ตอนนั้น

ในฤดูกาล 1994/95 เขาลงเฝ้าเสาในพรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 39 นัด เก็บได้ 17 คลีนชีท

หลังจากกุหลาบไฟตกชั้นในปี 1999 เจ้าตัวย้ายไปอยู่กับเลสเตอร์ และก็ถูกปล่อยยืมไปเล่นกับสต็อคพอร์ต, โคเวนทรี และแมนฯ ซิตี้ ก่อนตัดสินใจแขวนถุงมือในปี 2003

#2 โทนี เกล

กองหลังจอมเก๋า สั่งสมประสบการณ์มาอย่างโชกโชนกับฟูแลมและเวสต์แฮม ก่อนกลายมาเป็นนักเตะใหม่ของกุหลาบไฟแบบไร้ค่าตัวในซัมเมอร์ 1994

ด้วยวัย 35 ปี ทำให้ในฤดูกาล 1994/95 เขาได้ลงเล่นไปเพียง 16 นัดในพรีเมียร์ลีก

แต่เจ้าตัวก็อยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลเดียว ก็เก็บข้าวของย้ายไปเล่นกับคริสตัล พาเลซ และรีไทร์กับทีมเล็ก ๆ อย่างไมเด็นเฮด ในปี 1998

#3 เจฟฟ์ เคนนา (คนที่ 5 แถวบน นับจากขวา)

แบ็คขวาชาวไอร์แลนด์ ย้ายจากนักบุญแดนใต้ มาร่วมทัพแบล็กเบิร์น ในตลาดหน้าหนาวปี 1995

ด้วยความที่ย้ายมาในเดือนมีนาคม ทำให้เขาได้ลงเล่นไปเพียง 9 นัด แต่เล่นครบ 90 นาทีทุกนัด พร้อมกับทำได้ 1 ประตู

เจ้าตัวโบกมาสโมสรในปี 2002 ก่อนพเนจรไปเล่นให้กับเบอร์มิงแฮม, ดาร์บี้ เคาน์ตี้, คิดเดอร์มินสเตอร์, กัลเวย์ และแขวนสตั๊ดกับเซนต์ แพทริค

#4 ทิม เชอร์วู้ด

กองกลางชาวอังกฤษ ย้ายจากนอริช มาร่วมทีมแบล็กเบิร์น ในปี 1992 พร้อมกับยึดตัวจริงในถิ่นอีวู้ด พาร์ค ได้ทันที

เขารับหน้าที่กัปตันทีม ในฤดูกาล 1994/95 และได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไป 38 นัด ซัด 6 ประตู

เจ้าตัวเป็นกำลังหลักของกุหลาบไฟอีก 3 ฤดูกาลครึ่ง ก่อนย้ายซบสเปอร์ส, พอร์ทสมัธ และโคเวนทรี เป็นสโมสรสุดท้าย

#5 โคลิน เฮนดรี

แนวรับชาวสก็อตเคยอยู่กับกุหลาบไฟตั้งแต่สมัยเป็นดาวรุ่ง ก่อนย้ายไปแมนฯ ซิตี้ช่วงสั้น ๆ และกลับมาร่วมทีมคำรบสองในปี 1991

ในฤดูกาล 1994/95 เขาถือเป็นกองหลังคนสำคัญที่ทีมจะขาดไม่ได้ และได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 37 นัด ทำไป 4 ประตู

หลังจากนั้น เจ้าตัวก็ยังคงได้โอกาสลงเล่นอย่างสม่ำเสมอแม้จะอายุเข้าเลขสาม ก่อนตัดสินใจย้ายกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดกับเรนเจอร์ส ในปี 1998

#6 แกรม เลอ โซซ์

แบ็คซ้าย อดีตเด็กปั้นเชลซีรายนี้ ย้ายมายังอีวู้ด พาร์ค ในปี 1993 และเป็นกำลังหลักทางกราบซ้ายได้ทันที

ในฤดูกาล 1994/95 เขาก็ยังได้รับโอกาสสม่ำเสมอ ด้วยการลงสนามในพรีเมียร์ลีก 39 นัด ทำไป 3 ประตู

เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงต่อเนื่อง ก่อนถูกสิงห์บลูดึงตัวกลับทีมคำรบสอง ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นสถิติกองหลังที่แพงที่สุดในเกาะอังกฤษ ณ เวลานั้น

#7 สจ๊วต ริปลีย์

แนวรุกชาวอังกฤษ ย้ายจากมิดเดิลสโบรห์ มาร่วมทัพแบล็กเบิร์น ในปี 1992 และพลาดการลงสนามเพียง 4 นัด เท่านั้นใน 2 ฤดูกาลแรก

ในฤดูกาล 1994/95 เขาก็ยังคงเป็นกำลังหลักของทีมที่ได้ลงเล่นไป 37 นัด ในพรีเมียร์ลีก

เจ้าโบกมือลาสโมสรในปี 1998 เพื่อย้ายไปปิดฉากอาชีพค้าแข้งกับเซาแธมป์ตัน ซึ่งเขาก็ถูกนักบุญปล่อยยืมไปยังบาร์นสลีย์ และเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ด้วย

#8 เควิน กัลลาเกอร์

ปีกขวาสก็อตติช ย้ายจากโคเวนทรี มาร่วมทัพกุหลาบไฟในปี 1993 และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมได้ทันที

ทว่าช่วงปลายฤดูกาล 1993/94 เขาโชคร้ายที่ต้องมาขาหัก และพักรักษาตัวนานข้ามปี นั่นจึงทำให้ฤดูกาล 1994/95 เขาได้ลงเล่นไปเพียง 1 นัดในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

หลังหายดีแล้ว เจ้าตัวก็กลับมายึดตัวจริงในถิ่นอีวู้ด พาร์คได้อีกครั้ง ก่อนจะโบกมือลาสโมสรในปี 1999 เพื่อไปค้าแข้งกับนิวคาสเซิล

#9 อลัน เชียร์เรอร์

กองหน้า เจ้าของฉายา “ฮ็อตช็อต” ถูกแบล็กเบิร์น ดึงตัวมาจากเซาแธมป์ตัน ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสรที่ 3.6 ล้านปอนด์ ในปี 1992

ในฤดูกาล 1994/95 เขาลงเล่นในพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 42 นัด และระเบิดฟอร์มโหดด้วยการซัดไปถึง 34 ประตู  ทำอีก 2 แอสซิสต์ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขากวาดรางวัลส่วนตัวมากมาย ซึ่งรวมทั้งรางวัลรองเท้าทองคำและนักเตะแห่งปีของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้นด้วย

เจ้าตัวย้ายซบนิวคาสเซิล ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกที่ 15 ล้านปอนด์ ในปี 1996 และเขาก็ทำผลงานได้อย่างคุ้มค่าตัวจนกลายเป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร และมีรูปปั้นหน้าสนามเซนต์ เจมส์ พาร์ค ด้วย

#10 ไมค์ นีเวลล์

ดาวยิงชาวอังกฤษ ย้ายจากเอฟเอวร์ตัน มาร่วมทีมกุหลาบไฟ ในปลายปี 1991 และกลายเป็นกองหน้าคนสำคัญของทีมได้ทันที

ทว่าในฤดูกาล 1994/95 รุ่นน้องอย่างเชียร์เรอร์และซัตตัน คอยช่วยกันถล่มประตูคู่แข่งได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้เขาได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 12 นัด ซึ่งเป็นการลงเล่นช่วงท้ายเกมเกือบทั้งหมด

เจ้าตัวอยู่กับทีมต่ออีก 1 ฤดูกาล ก่อนจะย้ายซบเบอร์มิงแฮม และก็พเนจรไปเล่นกับหลายสโมสร จนกระทั่งแขวนสตั๊ดกับแบล็กพูลในปี 2001

#11 เจสัน วิลค็อกซ์

ปีกซ้ายดาวรุ่งรายนี้ เติบโตมาจากอคาเดมีสโมสร และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่อยู่ในทีมเยาวชน จนถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 1989

ในฤดูกาล 1994/95 เขาได้โอกาสในพรีเมียร์ลีก 27 นัด ทำได้ 5 ประตู

หลังออกจากสโมสรในปี 1999 เจ้าตัวก็ย้ายซบลีดส์, เลสเตอร์, และแขวนสตั๊ดกับแบล็คพูล ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการอคาเดมีให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

#12 บ็อบบี้ มิมส์

นายทวารประสบการณ์สูง ย้ายมาเฝ้าเสาในถิ่นอีวู้ด พาร์ค เมื่อปี 1990 พร้อมกับรับบทบาทเป็นมือหนึ่งของทีม

ด้วยอายุที่เริ่มโรยรา ทำให้เขาต้องตกเป็นมือสองรองจากฟลาวเวอร์ ในฤดูกาล 1994/95 และได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 4 นัด

เจ้าตัวอยู่กับทีมต่ออีก 1 ฤดูกาล ก่อนพเนจรไปเล่นให้คริสตัล พาเลซ, เปรสตัน นอร์ท เอนด์, ร็อทเทอร์แฮม, ยอร์ค ซิตี้ และรีไทร์กับแมนส์ฟิลด์

#13 คริส ซัตตัน

หัวหอกดาวโรจน์ กลายเป็นนักเตะป้ายแดงของกุหลาบไฟในซัมเมอร์ 1994 ด้วยค่าตัวสูงถึง 5 ล้านปอนด์

และในฤดูกาลแรกกับทีม เขาก็โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นเกินอายุ ด้วยการจับคู่กับเชียร์เรอร์ ยิงประตูคู่แข่งเป็นว่าเล่น โดยเขาทำไป 15 ประตู 1 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 40 นัด

หลังจากแบล็กเบิร์นตกชั้นในปี 1999 เจ้าตัวย้ายไปอยู่กับเชลซี แต่ไม่สามารถปรับตัวในแสตมฟอร์ด บริดจ์ได้ ก่อนถูกขายต่อให้เซลติคในฤดูกาลถัดมา

#14 ร็อบบี้ สเลเธอร์

มิดฟิลด์ชาวออสเตรเลีย ก็เป็นนักเตะใหม่อีกรายหนึ่งที่ย้ายมาร่วมทัพแบล็กเบิร์นในซัมเมอร์ 1994

ในฤดูกาล 1994/95 เขาได้รับโอกาสบ่อยครั้งในครึ่งฤดูกาลแรก ก่อนจะค่อย ๆ หายไปจากทีมชุดใหญ่ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง

ซึ่งเจ้าตัวลงสนามไปทั้งสิ้น 18 นัด ในพรีเมียร์ลีก ก่อนถูกขายให้เวสต์แฮมในฤดูกาลถัดมา

#15 เฮนนิง เบิร์ก

ฟูลแบ็คชาวนอร์เวย์ ย้ายจากลีลล์สตรอม ในลีกบ้านเกิดมาค้าแข้งในอังกฤษกับกุหลาบไฟ ในปี 1993

ในฤดูกาล 1994/95 เขายึดตัวจริงทางกราบขวาของทีม และได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไป 40 นัด ทำได้ 1 ประตู

เจ้าตัวถูกแมนฯ ยูฯ ทีมที่เคยพยายามเซ็นสัญญากับเขาตั้งแต่สมัยเป็นดาวรุ่ง คว้าตัวไปร่วมทัพในปี 1997 ก่อนจะกลับมายังอีวู้ดพาร์ค เป็นคำรบสองในปี 2000

#16 มาร์ค แอดกิ้นส์

ดาวเตะสารพัดประโยชน์ ผู้เล่นได้ทั้งกองกลาง และแบ็คขวา ย้ายมาร่วมทัพกุหลาบไฟในปี 1988

เขาได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 1994/95 ไป 34 นัด ยิง 6 ประตู

หลังจบฤดูกาลนั้น เจ้าตัวก็ตัดสินใจไปเล่นให้วูล์ฟส์อยู่ 4 ฤดูกาล และก็ตระเวนค้าแข้งกับทีมเล็ก ๆ ในอังกฤษจนถึงวันแขวนสตั๊ดในปี 2004

#17 เดวิด แบ็ตตี้

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ผู้โด่งดังตั้งแต่เป็นดาวโรจน์ของยูงทอง ก่อนที่จะกลายมาเป็นขุนพลกุหลาบไฟช่วงปลายปี 1993

ในฤดูกาล 1994/95 เขาโชคร้าย ได้รับบาดเจ็บหนักบริเวณเท้า ทำให้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 5 นัด เท่านั้น

หลังสลัดอาการบาดเจ็บในฤดูกาลถัดมา เขาก็กลับมายึดตัวจริงของสโมสรได้อีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงฤดูกาลเดียว ก่อนที่เขาจะต้องย้ายไปเล่นให้นิวคาสเซิล และกลับมารีไทร์กับสโมสรที่เติบโตขึ้นมาอย่างลีดส์

#18 พอล วอร์เฮิร์สท์

ดาวเตะรายนี้ ได้ชื่อว่าเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะเขาสามารถเล่นได้ทั้งกองหลัง, กองกลาง และกองหน้า โดยเขาย้ายจากเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ มาร่วมทัพแบล็กเบิร์น ในปี 1993

ในฤดูกาล 1994/95 เขามักจะถูกจับไปยืนเป็นกองหลังตัวกลาง และก็ทำผลงานได้ดี ด้วยการลงสนาม 27 นัด ในพรีเมียร์ลีก ทำได้ 2 ประตู

เจ้าตัวโบกมือลาสโมสรในปี 1997 เพื่อไปร่วมทัพคริสตัล พาเลซ จากนั้นก็เล่นให้โบลตันและสโต๊ค ก่อนจะเซ็นสัญญาระยะสั้นกับอีกหลายทีมในลีกล่าง จนถึงวันรีไทร์ในปี 2007

#19 เอียน เพียร์ซ (คนแรกแถวล่าง นับทางขวา)

แนวรับอนาคตไกลรายนี้ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของเชลซีได้มากนัก ทำให้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับแบล็กเบิร์นในปี 1993

ในฤดูกาล 1994/95 แม้จะต้องเฝ้ารอโอกาสในช่วงแรก แต่เมื่อได้ลงสนาม เขาก็จับคู่กับเฮนดรีคอยทำลายเกมรุกฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ทำให้ยึดตัวจริงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และก็ฝากผลงานในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้นไว้ที่ 28 นัด

เจ้าตัวย้ายไปร่วมทัพเวสต์แฮมในปี 1997 หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้ฟูแลม, เซาแธมป์ตัน, อ็อกซ์เท็ด, คิงสโตเนียน และลินคอล์น ซิตี้

#20 อลัน ไรท์

แบ็คซ้ายดาวโรจน์ชาวอังกฤษ ย้ายจากแบล็กพูล มาค้าแข้งในถิ่นอีวู้ด พาร์ค เมื่อปี 1991

เขาไม่สามารถเบียดแกรม เลอ โซซ์ ที่โชว์ฟอร์มร้อนแรงในฤดูกาล 1994/95 ได้ ทำให้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกกับกุหลาบไฟไปเพียง 5 นัด ก่อนย้ายซบแอสตัน วิลลา ในตลาดหน้าหนาวปี 1995 ทันที

ซึ่งในวิลลา พาร์ค แห่งนี้ เจ้าตัวก็กู้ชื่อกลับมาอีกครั้ง จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในตำนานของสิงห์ผงาดในที่สุด

ที่มา goal.com

livescore

แบ่งปัน