ไร้เทียมทาน! ย้อนตำนาน ‘เชลซี’ ชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก

60

เชลซีกลายร่างเป็นสิงห์ติดปีก หลังได้ โชเซ มูรินโญ เข้ามาคุมทีมในฤดูกาล 2004/05 เมื่อพวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก และนี่คือทีมชุดนั้น

ปีเตอร์ เช็ค

เชลซียื่นข้อเสนอซื้อตัวผู้รักษาประตูดาวโรจน์รายนี้ ตั้งแต่ตลาดหน้าหนาวปี 2004 ก่อนจะถูกแรนส์ปฏิเสธ ทว่าในเดือนกุมภาพันธ์ สิงห์บลูได้เดินหน้าเข้าสู่ดีลนี้อีกครั้ง และก็สามารถดึงตัวนายทวารชาวเช็คมาเฝ้าเสาได้สำเร็จในซัมเมอร์ถัดมา

ในฤดูกาล 2004/05 แม้จะเป็นฤดูกาลแรกในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่เจ้าตัวก็ยึดตำแหน่งตัวจริงที่ได้ลงเล่นไปถึง 48 นัด เก็บได้ 29 คลีทชีท

เขาขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในตำนานของสโมสรด้วยการลงสนามไป 494 นัด เก็บได้ 228 คลีทชีท ก่อนจะย้ายไปเล่นให้อาร์เซนอล ช่วงปลายอาชีพ ปัจจุบันหลังแขวนถุงมือ เขารับบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิคและผลงานของเชลซี

เกล็น จอห์นสัน

แบ็คขวาดาวรุ่งผู้นี้ ย้ายมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังจากเวสต์แฮม ตกชั้นในปี 2003 ซึ่งเขาถือเป็นนักเตะรายแรกที่ถูกดึงตัวเข้ามาในยุคของโรมัน อับราโมวิชด้วย

เขาได้โอกาสลงเล่นในฤดูกาล 2004/05 ไป 28 นัด ทำได้ 2 แอสซิสต์ และในฤดูกาลถัดมา เขาก็ได้โอกาสไปเพียง 8 นัด ก่อนถูกปล่อยให้พอร์ทสมัธไปใช้งานต่อ

เจ้าตัวกลับมากู้ชื่อให้ตัวเองอีกครั้งกับลิเวอร์พูล และปิดฉากอาชีพค้าแข้งกับสโต๊ค ซิตี้ ในปี 2018

โคล้ด มาเกเลเล

กองกลางตัวรับชาวฝรั่งเศส ย้านจากเรอัล มาดริด มาร่วมทัพเชลซีในปี 2003 ซึ่งขณะนั้นเจ้าตัวอายุแตะหลักสามแล้ว

ในฤดูกาล 2004/05 เขาแสดงให้เห็นว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข เมื่อลงสนามไปถึง 50 นัด ทำได้ 1 ประตู 3 แอสซิสต์

เจ้าตัวอยู่กับกับสโมสรจนถึงปี 2008 ก่อนย้ายไปแขวนสตั๊ดกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง และปัจจุบันเขารับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิคของศูนย์ฝึกเยาวชนของสิงห์บลู

อเล็กเซ สเมอร์ติน

กองกลางชาวรัสเซีย ย้ายจากบอร์กโดซ์ มาร่วมทัพสิงห์บลูในปี 2003 ก่อนจะปล่อยให้พอร์ทสมัธยืมตัวทันที

หลังจากทำผลงานได้ดีกับปอมปีย์ ทำให้ในฤดูกาล 2004/05 เขาจึงได้รับโอกาสในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยการลงสนาม 25 นัด ทำได้ 1 ประตู 2 แอสซิสต์

แต่เจ้าตัวก็อยู่กับทีมได้เพียงฤดูกาลเดียว ก็ถูกปล่อยยืมไปยังชาร์ลตัน และขายขาดให้ดินาโม มอสโกว

ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ

กองหลังชาวโปรตุเกส ถูกโชเซ มูรินโญ กุนซือคู่บุญที่ปอร์โต้ ดึงตัวมาร่วมงานกันอีกครั้งที่เชลซี ในซัมเมอร์ 2004

ในฤดูกาล 2004/05 เขาได้ลงเล่นไป 39 นัด ทำได้ 1 ประตู และฝากผลงานรวมไว้ที่ 210 นัด ทำได้ 11 ประตู 6 แอสซิสต์

เจ้าตัวโบกมือลาสโมสรในปี 2010 เพื่อไปร่วมงานกับมูรินโญ อีกครั้งที่เรอัล มาดริด หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้โมนาโก และรีไทร์กับเซียงไฮ เอสไอพีจี ปัจจุบันเขารับงานเป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่ที่มาร์กเซย์

แฟรงค์ แลมพาร์ด

กองกลางชาวอังกฤษ โชว์ฟอร์มได้ดีตั้งแต่สมัยเป็นดาวรุ่งของเวสต์แฮม ก่อนจะถูกเชลซีคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2001

ในฤดูกาล 2004/05 เขาคือจอมทัพคนสำคัญของทีม ที่ระเบิดฟอร์ดโหด ซัด 19 ประตู 21 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 58 นัด

เจ้าตัวเป็นที่รักของแฟนสิงห์บลูทุกคน ด้วยการทำสถิติเป็นนักเตะที่ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของสโมสร ด้วยจำนวน 210 ประตู จากการลงสนาม 648 นัด ปัจจุบัน เขารับหน้าที่เป็นกุนซือที่พาสิงโตน้ำเงินครามไล่ล่าตั๋วยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีกอยู่ในขณะนี้

มาเตยา เคซมัน

กองหน้าป้ายแดงที่ย้ายจากพีเอสวี มาสวมเสื้อหมายเลข 9 ต่อจาก จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ในซัมเมอร์ 2004

เขายิงไปเพียง 7 ประตู 2 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 41 นัด ในฤดูกาล 2004/05

ซึ่งเจ้าตัวก็อยู่กับสโมสรได้เพียงฤดูกาลเดียว ก่อนจะพเนจรไปเล่นให้กับหลายสโมสรทั้งแอตเลติโก้ มาดริด, เฟเนร์บาเช, เปแอสเช, เซนิต, เซาธ์ ไชนา และบาเต้ โบริซอฟ

โจ โคล

แนวรุกชาวอังกฤษย้ายจากเวสต์แฮม มาร่วมทัพสิงห์บลูในปี 2003 เพื่อเป็นตัวแทนของจิอันฟรังโก โซลา

ในฤดูกาล 2004/05 เขาลงเล่นไป 46 นัด ทำได้ 9 ประตู 6 แอสซิสต์ และ ฝากผลงานรวมไว้ที่ 40 ประตู 42 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 210 นัด

เจ้าตัวย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในปี 2010 แต่ก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้อีกเลยจนถึงวันแขวนสตั๊ด ปัจจุบันเขาคือโค้ชเทคนิคของทีมเยาวชนเชลซี

เดเมียน ดัฟฟ์

แนวรุกชาวไอร์แลนด์ สร้างชื่อกับแบล็กเบิร์น ก่อนย้ายมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในปี 2003

ในฤดูกาล 2004/05 เขาลงสนามไป 48 นัด ทำได้ 10 ประตู 13 แอสซิสต์

เจ้าตัวย้ายไปร่วมทัพนิวคาสเซิลในปี 2006 ก่อนจะไปเป็นกำลังหลักของฟูแลม, เมลเบิร์น ซิตี้ และแขวนสตั๊ดกับทีมในบ้านเกิดอย่างแชมร็อค โรเวอร์ส ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชให้ทีมชาติไอร์แลนด์

วิลเลียม กัลลาส

แนวรับเฟร้นช์แมน ย้ายจากมาร์กเซย์ มาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับเชลซี ในปี 2001 และเป็นกำลังหลักได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก

เขายังคงได้รับโอกาสสม่ำเสมอในฤดูกาล 2004/05 โดยลงสนามไป 46 นัด ทำได้ 2 ประตู 2 แอสซิสต์

เจ้าตัวอยู่กับทีมต่ออีก 1 ฤดูกาล ก่อนย้ายซบอาร์เซนอลแบบไร้ค่าตัว หลังจากนั้นก็ไปเล่นให้สเปอร์ส และแขวนสตั๊ดกับเพิร์ธ กลอรี

เฌเรมี เอ็นฌิตัป

นักเตะผู้เล่นได้ทุกตำแหน่งทางกราบขวารายนี้ ย้ายจากเรอัล มาดริด มาร่วมทัพสิงห์บลู ในปี 2003

บทบาทส่วนใหญ่ในฤดูกาล 2004/05 คือการเป็นตัวสำรอง โดยเขาได้ลงเล่นไป 20 นัด

เจ้าตัวทำผลงานรวมกับทีมไว้ที่ 4 ประตู 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 109 นัด ก่อนย้ายไปค้าแข้งกับนิวคาสเซิล ในปี 2007

ดิดิเยร์ ดร็อกบา

ดาวยิงชาวไอวอรี โคสต์ คือนักเตะป้ายแดงที่ย้ายซบเชลซี ในซัมเมอร์ 2004 ด้วยค่าตัวถึง 38.5 ล้านยูโร

เขาตอบแทนผลงานได้คุ้มค่าตัว เมื่อลงเล่นในฤดูกาลแรกไป 41 นัด ซัด 16 ประตู 8 แอสซิสต์ หลังจากนั้นก็ยิงประตูสม่ำเสมอ จนสร้างชื่อเป็นหนึ่งในตำนานของทีม ก่อนย้ายซบเซียงไฮ เสินหัวในปี 2012

เจ้าตัวกลับมาร่วมทัพสิงห์บลูคำรพสองช่วงสั้น ๆ ในปี 2014  ทำผลงานรวมทั้งหมดทั้งสิ้น 164 ประตู 86 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 381 นัด

อาร์เยน ร็อบเบน

ปีกชาวดัตช์ คือนักเตะใหม่อีกคนหนึ่งที่ย้ายมาร่วมทัพสิงโตน้ำเงินครามในซัมเมอร์ 2004

ทว่าเขาได้รับบาดเจ็บหนักตั้งแต่ช่วงปรีซีซัน และกว่าจะกลับมาลงสนามได้ก็ต้องรอจนถึงเดือนพฤศจิกายน ทำให้ได้ลงสนามในฤดูกาล 2004/05 ไป 29 นัด ทำได้ 9 ประตู 10 แอสซิสต์

เจ้าตัวย้ายไปค้าแข้งกับเรอัล มาดริดในปี 2007 และสร้างชื่อจนเป็นตำนานของบาเยิร์นจนถึงวันแขวนสตั๊ดในปี 2019 ก่อนที่ประกาศว่าจะกลับมาค้าแข้งอีกครั้งในฤดูกาล 2020/21 กับโกรนิงเกน สโมสรที่เติบโตขึ้นมาสมัยเป็นดาวรุ่ง เพื่อช่วยสโมสรที่ประสบวิกฤตทางการเงินเนื่องจากโควิด-19

เวย์น บริดจ์

แบ็คซ้ายชาวอังกฤษ ย้ายสลับขั้วกับแกรม เลอ โซซ์ จากเซาแธมป์ตัน มาเล่นให้เชลซีในปี 2003

ในฤดูกาล 2004/05 เขาได้รับบาดเจ็บหนักบริเวณข้อเท้า ทำให้ได้ลงสนามไปเพียง 25 นัด

เจ้าตัวฝากผลงานรวมกับทีมไว้ที่ 4 ประตู 11 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 142 นัด ก่อนจะย้ายไปร่วมทัพแมนฯ ซิตี้ ในปี 2009

สก็อต ปาร์คเกอร์

มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ย้ายจากชาร์ลตัน มาร่วมทัพสิงโตน้ำเงินคราม ในตลาดหน้าหนาวปี 2004 และโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม จนคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ได้ในฤดูกาลนั้น

ทว่าในฤดูกาล 2004/05 เนื่องจากการเข้ามาของติอาโก้ ทำให้เขาแทบไม่ได้รับโอกาสเลย โดยได้ลงเล่นไปเพียง 11 นัด ก่อนถูกปล่อยให้นิวคาสเซิลในฤดูกาลถัดมา

เปาโร แฟร์เรรา

ฟูลแบ็คผู้เล่นได้ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ย้ายมาร่วมงานกับมูรินโญ เจ้านาย และคาร์วัลโญ เพื่อนร่วมทีมปอร์โต้ อีกครั้งที่เชลซี ในซัมเมอร์ 2004

เขาได้ลงสนามในฤดูกาล 2004/05 ไป 42 นัด และอยู่กับทีมจนแขวนสตั๊ดในปี 2013 ฝากสถิติรวมไว้ที่ 217 นัด ทำได้ 2 ประตู 7 แอสซิสต์

ปัจจุบันเจ้าตัวทำงานกับสโมสรในตำแหน่งโค้ชเทคนิคของนักเตะที่ถูกยืมตัว

ไอเดอร์ กุดยอห์นเซน

กองหน้าชาวไอซ์แลนด์ ย้ายจากโบลตัน มาร่วมทัพเชลซี ในปี 2000 เพื่อมาเติมเต็มสามประสานร่วมกับจิอันฟรังโก โซลา และจิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์

ในฤดูกาล 2004/05 เขาได้ลงเล่นไป 58 นัด ทำได้ 16 ประตู 10 แอสซิสต์ และฝากผลงานรวมกับทีมไว้ที่ 262 นัด ซัด 78 ประตู 32 แอสซิสต์

เจ้าตัวย้ายซบบาร์เซโลนา ในปี 2006 ก่อนจะพเนจรไปเล่นให้กับหลายสโมสรจนถึงวันแขวนสตั๊ด ปัจจุบันเขารับงานเป็นโค้ชผู้ช่วยทีมชาติไอซ์แลนด์ U21

คาร์โล คูดิชินี

สิงห์บลูยืมตัวมือกาวชาวอิตาเลียน มาเฝ้าเสา ในปี 1999 ก่อนที่จะซื้อขาดในฤดูกาลถัดมา และยึดมือหนึ่งของทีมนาน 4 ฤดูกาล

จนกระทั่งฤดูกาล 2004/05 เขาถูกลดบทบาทไปเป็นมือสองของปีเตอร์ เช็ค ที่ได้ลงสนามไปเพียง 11 นัด

เจ้าตัวโบกมือลาสโมสรไปร่วมทัพสเปอร์ส ในปี 2009 และแขวนถุงมือกับแอลเอ กาแล็กซี ปัจจุบันเขาทำงานกับเชลซีในตำแหน่งโค้ชเทคนิคของนักเตะที่ถูกยืมตัว เช่นเดียวกับแฟร์เรรา

จอห์น เทอร์รี

กองหลังชาวอังกฤษรายนี้เติบโตมาจากอคาเดมีของสโมสร และได้โอกาสในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมลีกคัพ กับแอสตัน วิลลา ปี 1998

ในฤดูกาล 2004/05 เขาสวมปลอกแขนกัปตันทีม และลงสนามไปถึง 53 นัด ทำไป 8 ประตู 1 แอสซิสต์

เจ้าตัวคือหนึ่งในกัปตันและนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของเชลซี โดยทำสถิติเป็นนักเตะที่ลงสนามมากสุดอันดับ 3 ของสโมสรที่ จำนวน 717 นัด ก่อนจะย้ายไปรีไทร์กับแอสตัน วิลลา และปัจจุบัน ก็รับงานเป็นมือขวาของดีน สมิธ ในถิ่นวิลลา พาร์ค

ยิรี ยาโรซิช

นักเตะสารพัดประโยชน์ชาวเช็ค ย้ายมาเป็นนักเตะใหม่ของสิงโตน้ำเงินคราม ในตลาดหน้าหนาวปี 2005

โดยเขาได้ลงเล่นในครึ่งฤดูกาลหลังไปเพียง 20 นัด และถูกปล่อยให้เบอร์มิงแฮมยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลถัดมา เนื่องจากการเข้ามาของไมเคิล เอสเซียง ก่อนจะขายขาดให้เซลติคในปี 2006

โรเบิร์ต ฮูธ

แนวรับดาวรุ่งชาวเยอรมัน ย้ายเข้าสู่อคาเดมีของเชลซี ในปี 2001 ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในปี 2002

ในฤดูกาล 2004/05 ด้วยอายุและประสบการณ์ที่ยังน้อย ทำให้เขาได้ลงสนามไปเพียง 15 นัด ทำได้ 1 ประตู

เจ้าตัวย้ายไปร่วมทัพมิดเดิลสโบรห์ในปี 2006 ก่อนจะไปเป็นกำลังสำคัญของสโต๊ค และกลายเป็นขุนพลชุดประวัติศาตร์ของเลสเตอร์ จนถึงวันแขวนสตั๊ด

ติอาโก้ เมนเดส

มิดฟิลด์โปรตุกีส คือนักเตะใหม่รายที่ 6 ที่ย้ายมายังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในซัมเมอร์ 2004 และยึดตำแหน่งตัวจริงได้ทันที

โดยในฤดูกาล 2004/05 เขาได้ลงสนามไป 51 นัด ทำได้ 4 ประตู 3 แอสซิสต์

แต่เขาก็อยู่กับเชลซีได้เพียงฤดูกาลเดียว ก่อนย้ายซบลียง, ยูเวนตุส และแขวนสตั๊ดกับแอตเลติโก้ มาดริด

ที่มา goal.com

livescore

แบ่งปัน