คืนนี้ไม่เอา “เจ๊า” จะเอา “เจี๊ยะ!”

84

#คุยเฟื่องเรื่องบอลไทย
คืนนี้ไม่เอา “เจ๊า” จะเอา “เจี๊ยะ!”

รายการยู 23 ชิงแชมป์เอเชียรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกในกลุ่มของเราได้เดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์ เพราะสถานการ์ณที่มันเป็นอยู่ในตอนนี้ หากจะพูดว่าโอกาสลุ้นเข้ารอบยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกทีมก็คงจะพอพูดได้ และเกมในค่ำคืนนี้ก็จะต้องมี 2 ทีมที่จะต้องอกหัก

และด้วยผลจากการเปิดราชมังฯไล่ถล่มบาห์เรนไปขาดลอย 5-0 ในนัดจั่วหัว และการเสมอกันของบาห์เรนกับอิรัก ส่งให้เรารั้งอันดับ 2 ในตาราง (กุมชะตาการเข้ารอบไว้ในมือตัวเองโดยไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นสูดออกซิเจนเพื่อลุ้นไปต่อ) โดยขอเพียงแค่ “ไม่แพ้” ให้แก่อิรักในคืนนี้ เราก็จะสมหวังเข้ารอบน็อคเอ้าท์เป็นครั้งแรกและครั้งประวัติศาสตร์

แต่การเล่นเพื่อผลเสมอดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แถมสถิติที่ผ่านมาไทยเองก็เป็นทีมที่เมื่อตกอยู่ในสถานการ์ณแบบนี้ก็มักเป็นเราเองที่ทำไม่ได้และต้องผิดหวังในตอนท้ายอยู่ร่ำไป

หากท่านผู้อ่านจะยังพอจำกันได้ ในเอเชี่ยนคัพปี 2007 ที่เราเป็นเจ้าภาพร่วม เหตุการณ์ทำนองแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยครั้งนั้นเรารั้งอันดับ 2 ในตารางหลังผ่านไป 2 นัดด้วยการมี 4 คะแนน (เสมออิรัก 1-1 ในนัดแรกและเอาชนะโอมาน 2-0 ในนัดต่อมา) และขอเพียงไม่แพ้ในเกมสุดท้ายกับออสเตรเลียเท่านั้น เราก็จะการันตีเข้ารอบต่อไปแบบไม่ต้องลุ้นผลอีกสนาม

แต่สุดท้ายก็กลายเป็นออสเตรเลียที่เบียดเข้าป้ายจากการไล่ถล่มเราไป 4-0 เขี่ยเราตกรอบชนิดหมดโอกาสแก้ตัว เป็นความพ่ายแพ้ต่อหน้าสักขีพยานที่ตามเข้ามาให้กำลังใจในราชมังฯ มากถึง 46,000 ที่นั่ง (แน่นสนามจนมองไปทางไหนก็เห็นแต่ธงชาติไทยและแฟนบอลไทย) อาจพูดได้ว่าการตกรอบภายใต้บรรยากาศแบบนั้นถือเป็นโศกนาฎกรรมแห่งปี 2007 เลยก็ว่าได้

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เพียงแต่วัดกันที่ร่างกายเท่านั้น หากแต่ด้านจิตใจก็มีส่วนสำคัญ และการให้เกียรติตัวเราเองและคู่แข่งควบคู่ไปกับการตอบแทนศรัทธาแฟนบอลก็เป็นสิ่งที่นักเตะเราต้องยึดมั่น และนั่นจะถือเป็น “ไพออริตี้” ใหญ่ในแมตช์กับอิรักคืนนี้

ลองคิดกันง่ายๆ หากนักเตะเราจะลงสนามโดยท่องแค่ว่า “แค่เสมอก็เข้ารอบแล้ว” กับการลงไปเล่นด้วยการยึดมั่นกับเป้าหมายที่จะ “ต้องชนะเท่านั้น” อย่างไหนจะนำมาซึ่งความทุ่มเท-ความรับผิดชอบและความละเอียดในการเล่นได้มากไปกว่ากัน ? อย่างไหนจะให้สัมฤทธิ์ผลที่ดีกว่า ? อย่างไหนคือเป้าหมายที่ถูกต้องของการลงสนาม ? และอย่างไหนคือสิ่งที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ?

ผมคิดว่าเกมในคืนนี้อิรักจะมาด้วยการ “ไม่มีอะไรจะเสีย” เพราะหากพวกเขาอยากไปต่อต้องชนะเราให้ได้เท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจะทุ่มสุดตัวเพื่อหาโอกาสทำประตู (เผลอๆดีไม่ดีอาจเปิดเกมบุกเอาตั้งแต่กรรมการพ่นลมลงนกหวีตให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันเลยเสียด้วยซ้ำ)

และถ้าหากมันเป็นอย่างงั้น ทีมของเราก็จะมีพื้นที่ในการเล่นเกมรุกและเกมโต้กลับที่เราถนัด และทุกวินาทีที่ผ่านไป หากอิรักยังทำประตูเราไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นการกดดันตัวพวกเขาเอง

นี่คือเกมวัดใจที่นักเตะไทยจะต้องรับมือกับสถานการ์ณแบบนี้ให้ได้ และจะต้องไม่ชะล่าใจกับคำว่า “เจ๊าก็เข้ารอบ” เด็ดขาด! ไม่อย่างงั้นเหตุการณ์เมื่อ 13 ปีที่แล้วอาจหวนกลับมาหลอกหลอนเราอีกครั้ง

“จงอย่าให้สถานการ์ณก่อนลงสนามทำให้เราหวั่นไหว และอย่าให้เป้าหมายถูกสั่นคลอนไปเพราะจิตใจที่ไม่แข็งแกร่ง”

เกมกับอิรักคืนนี้…ห้ามประมาท, ห้ามเหลาะแหละ “เชือดได้ต้องเชือด!” และเราต้องทำให้เหมือนเป็นเกมนัดชิงฯของเรา (เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในการพาธงชาติไทยกลับไปโบกสะบัดบนเวทีโอลิมปิกอีกครั้งในรอบ 52 ปีให้ได้)

ใครจะพูดยังไงก็ช่าง แต่คืนนี้เราจะไม่เอาทั้ง “จ๋อยและเจ๊า” แต่จะเอา“เจี๊ยะ!”

akinson149
…………………………………………………..

“akinson149” พงศ์รัตน์ วินัยวัฒนวงศ์
Moderator เพจ thailandsusu (Section: บทความ-แปลข่าวบอลไทย) และคอลัมนิสต์ฟุตบอลไทย

ฟุตบอล AFC U23 Championship Thailand 2020
สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ bit.ly/AFCU23

#TogetherAsOne #เชียร์ไทยใจเดียวกัน #ช้างศึก #Thailand #บอลไทย #ฟุตบอลไทย #FAThailand #Changsuek #AFC #AFCU23 #U23

livescore

แบ่งปัน