เก็บตัวเก๋า+ปั้นเยาวชน : เผยโมเดลทำทีม ฉะเชิงเทรา เอฟซี

19

นี่คือแนวคิดของประธานสโมสร ฉะเชิงเทรา ไฮเทค มาดูกันว่าเขามีวิธีคิด และทำทีมอย่างไร มารับทราบพร้อมกันที่นี่

กับหลายๆ ทีมฟุตบอลทั่วโลก เมื่อถึงช่วงปิดฤดูกาล ก็จะมีการปรับปรุงทีมในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพนักเตะในทีม ที่การซื้อขายนักเตะใหม่ รวมไปถึงการลงทะเบียน จะสามารถทำได้แค่เพียงช่วงปิดฤดูกาล หรือช่วงครึ่งฤดูกาลของการแข่งขันเท่านั้น ทำให้หลายๆ ทีมพยายามที่จะเฟ้นหานักเตะใหม่เข้ามาในช่วงนี้ เพื่อทำให้ทีมของตัวเองดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีทีมอยู่ทีมหนึ่ง ในการแข่งขันฟุตบอล ออมสิน ลีก โปร (ไทยลีก 3) ตอนบน ที่เลือกวิธีการในการทำทีมออกไป สโมสรแห่งนี้ตัดสินใจคงนักเตะชุดเดิม ซึ่งประกอบไปด้วยแข้งเยาวชน 14 ราย และต่อสัญญากับนักเตะที่อยู่กับทีมมานาน 12 ราย รวมทั้งสิ้น 26 คน ในการสู้ศึกออมสิน ลีก โปร ต่อในฤดูกาลหน้า

ทำไม สโมสรฟุตบอล ฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี ถึงเลือกที่จะทำแบบนั้น เราจะพาทุกท่านไปทราบคำตอบเรื่องนี้ จากปากของ ‘บิ๊กเก่ง’ ชนะวิทย์ ฉายแสง ประธานสโมสร ฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี ว่าเขามีแนวคิดอย่างไร และมีวิธีการทำทีมในแบบของตัวเองอย่างไร เชิญทุกท่านมาทราบคำตอบไปพร้อมกันได้ที่นี่

ต่อสัญญาตัวเก๋า + ดันเด็กปั้น

65035816_2551839268202351_4332113879732584448_o.jpg

ฉะเชิงเทรา ไฮเทค เอฟซี ได้ประกาศอย่างชัดเจน ว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะคงนักเตะชุดเดิมทั้ง 26 คนไว้กับทีม เพื่อช่วยกันพาทีมสู้ศึก ออมสิน ลีก โปร ตอนบน ในฤดูกาล 2020 โดยเลือกจะไม่เปลี่ยนขุมกำลังนักเตะเลย ซึ่งสร้างความน่าประหลาดใจพอสมควร เนื่องจากธรรมชาติของทีมฟุตบอลหลายๆ ทีมแล้ว ส่วนใหญ่สโมสรจะมีการดึงนักเตะมาเสริมทัพ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทีม หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อเพิ่มความสดใหม่ให้กับทีมในฤดูกาลหน้า

แต่ทาง ชนะวิทย์ ฉายแสง หัวเรือใหญ่ของทัพปลากัดนักสู้ ก็ได้เผยถึงเหตุผลที่เขาเลือกใช้นักเตะชุดเดิมต่อไปว่า “จริงๆ แล้วนักบอลส่วนหนึ่งมีสัญญากับทีมอยู่แล้ว 14 คน ซึ่งเป็นสัญญาระยะยาว เพราะเป็นเยาวชนที่เราปั้นมา ซึ่งเราหวังว่าชุดนี้จะพัฒนาตามเป้าที่เราวางไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยเราเซ็นสัญญากับพวกเขา 4 ปี เพื่อที่เราจะปั้น ช่วยพัฒนาเขา เรามีเกมให้เขา และเพื่อที่เราจะได้มีนักฟุตบอลที่พัฒนาคุณภาพขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเด็กต้องการเกม ซึ่งนักบอลเยาวชน กับนักบอลวัยปกติ ต่างกันอย่างเดียว คือเรื่องประสบการณ์ เวลาเจอนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า โค้ชก็จะชอบเปลี่ยนออก ไม่กล้าส่งลง แต่ทีมเราแทบจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะเรามองระยะยาวเพื่อความยั่งยืน เรามั่นใจว่าถ้าเขามีเกมลงเล่น อันดับคะแนนเราก็จะดีขึ้น ซึ่งปี 2018 เราจบอันดับ 8 ของไทยลีก 3 ตอนบน ส่วนปี 2019 เราจบอันดับ 6 โดยในเลกแรกเนี่ย เราไม่ได้ใช้ผู้เล่นต่างชาติเลย แต่เลกหลังเราต้องใช้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ทีมในเรื่องอันดับ ตรงนี้ก็เป็นไปตามที่เราบอก”

“เรามีเยาวชนไว้เพื่อที่จะปั้น 14 คน ส่วนอีก 12 คน ก็อยู่กับทีมมานาน บางคนอยู่ตั้งแต่อายุ 20 จนตอนนี้ 40 อย่าง มานพ ศรีสำราญ กัปตันทีมของเราเนี่ย ตอนนี้อายุ 40 ย่าง 41 แล้ว เขาอยู่กับทีมมา 20 ปี เขารู้อยู่แล้วว่าเราจะต่อสัญญากับเขา เขารับใช้ทีมมาตลอด ส่วนใหญ่เองก็เป็นนักเตะชาวฉะเชิงเทรา เป็นคนแปดริ้ว ส่วนใหญ่เองมีงานประจำด้วย แต่พวกเขาอยากเล่นให้ทีมบ้านเกิด พวกเขารู้เรื่องนี้ดี เราไม่ต้องเซ็นสัญญากับพวกเขาระยะยาว หรือเซ็นแบบปีต่อปี เขาเข้ามาเซ็นสัญญาก่อนเล่น เพราะพวกเขาเหล่านี้รับใช้ทีมมาตลอด ที่เขาต้องเข้ามาเซ็นกับเราก็เพื่อส่งชื่อให้สมาคมฯ แค่นั้นเอง” ‘บิ๊กเก่ง’ อธิบายถึงการเลือกใช้งานนักเตะ รวมถึงเรื่องของการต่อสัญญากับขุนพลในทีม

โมเดลบูทรูมของหงส์แดง

57909087_2433533416699604_3049608521701130240_o.jpg

นอกจากนี้ นายใหญ่ของทางฉะเชิงเทรา ไฮเทค ยังให้เหตุผลที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง ที่เขาเลือกจะคงนักเตะ หรือแม้กระทั่งทีมงานสตาฟฟ์โค้ชชุดเดิมไว้กับทีมตลอด นั่นคือเรื่องของการที่นักเตะและทีมงานเข้าใจคอนเซ็ปต์ของทีม และทำให้ทีมมีเสถียรภาพ พอที่จะอยู่คู่กับจังหวัดฉะเชิงเทราไปได้ตลอด “นักเตะของเราเข้าใจคอนเซ็ปต์ทีม เข้าใจโค้ช จุดเด่นของเราอีกเรื่องคือทีมสตาฟฟ์โค้ช ตั้งแต่ผมมาเป็นซีอีโอ ตอนนี้ก็ปีที่ 8 ผมไม่เคยเปลี่ยนสตาฟฟ์โค้ช ใช้ชุดเดิมตลอด” ‘บิ๊กเก่ง’ อธิบาย

“แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่คิดพัฒนานะ โค้ชเราถึงเป็นชุดเดิม แต่เราก็ส่งไปอบรมโค้ชกับสมาคมฯ แต่ส่วนใหญ่พวกเขามีงานประจำ อาจจะไปอบรมต่อในระดับสูง แบบ บี หรือ เอ ไลเซนส์ ลำบาก แต่ตรงนี้กับเลเวลในไทยลีก 3 เขายังทำได้ดี และพวกเขาก็เข้าใจคอนเซ็ปต์ของเราดี มีเสถียรภาพ คล้ายๆ บูทรูมของลิเวอร์พูล เราให้ใจกัน อยู่เหมือนครอบครัว ผมต้องการให้ทีมอยู่ไปตลอดรอดฝั่ง อยากให้ฉะเชิงเทรา ไฮเทค อยู่คู่กับจังหวัดฉะเชิงเทราไปตลอด แม้อนาคต อาจจะมีทีมเพิ่มขึ้นมา แต่ยังไง ฉะเชิงเทรา ไฮเทค ต้องอยู่กับพี่น้องฉะเชิงเทราตลอดไป เราจึงมีการวางแผนทำทีมในระยะยาว แต่ระยะสั้นเราก็มีนะ เรามีการแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิด เรามีโครงสร้างการทำทีมแบบให้ใจ แบบครอบครัว เราจึงไม่ค่อยมีปัญหาในการทำทีม”

“จุดเด่นของทีมเราก็เป็นเรื่องการเล่นเป็นทีม มีความขยันในการไล่บอล โค้ชก็จะผสมนักเตะให้เล่นได้อย่างลงตัว เพื่อสู้กับทีมต่างๆ ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะใช้แต่เด็ก เราต้องเอาตัวประสบการณ์มาบ้าง เพื่อให้ได้ลูกเก๋า แต่ก็ไม่ใช่ใช้แต่ตัวประสบการณ์ ซึ่งพวกเขาจะไม่มีแรงในการลงเล่นช่วงท้ายเกม ตอนนี้ทีมเราก็ลงตัวมาก และผมกล้าบอกว่านักเตะเรามีประสบการณ์ในไทยลีก 3 สูง และสามารถต่อยอดเล่นต่อได้ในฤดูกาลนี้”

อย่างไรก็ตาม หากทีมได้เลื่อนชั้น สตาฟฟ์โค้ชบางโค้ชของทีมก็อาจจะมีปัญหาในการทำทีมอยู่บ้าง เพราะเรื่องของไลเซนส์ แต่หัวเรือใหญ่ของทัพปลากัดนักสู้ ก็ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากมีการคุยกับทีมงานหากเกิดสถานการณ์นี้ไว้แล้ว

“แต่หากเราได้เลื่อนชั้น สตาฟฟ์โค้ชเราก็อยากให้อยู่เหมือนเดิม แต่เราก็จะเปิดรับโค้ชที่มีแท็คติกใหม่ๆ หรือแท็คติกขั้นสูง เพื่อเอามาเข้าทีม เราอาจใช้โค้ชต่างชาติเป็นเฮดโค้ช แต่ทีมงานเราก็ยังอยู่เหมือนเดิม โค้ชข้างนอกหากไม่ทำตามนโยบาย เราก็ต้องมีการเปลี่ยนไป แต่ทีมงานเราก็ยังคงอยู่ ยังทำงานกันเป็นครอบครัว เพราะเราเองก็ต้องยอมรับว่า หากขึ้นไทยลีก 2 ต้องใช้โค้ชบี ไลเซนส์ ซึ่งหนึ่งในสตาฟฟ์ทีมเยาวชนของเราจบบี ไลเซนส์ แล้ว เราก็อาจเอาเขาขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมโค้ช แต่ที่เหลือก็เป็นที่ปรึกษา คอยช่วยเหลือให้เฮดโค้ชเราทำงานได้สะดวก เพราะเราก็อยากใช้คนในของเราก่อน แต่ถ้ามันไม่มีจริงๆ ก็ต้องว่ากันอีกที”

“เราไม่ต้องไปกังวลกับการเลื่อนชั้น เพราะนักเตะของเราที่ต่อสัญญาออกไปทั้ง 26 คน เขาก็จะมีเกมให้ลงเล่นจนแข็งแรงพอ รวมถึงมีผู้สนับสนุนเข้ามาเสริม จนเรามีความสามารถในการจ้างผู้เล่นต่างชาติมาเสริมจุดที่เราขาดอย่างไม่มีปัญหา แต่ว่านะ การแข่งขันด้วยการใช้เงินทุ่มอย่างเดียวเราไม่สามารถทำได้ เพราะแต่ละปี หากมีการขาดทุน เราอาจจะต้องยุบทีมได้”

สิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และเป้าหมายในฤดูกาลหน้า

75362446_593079438168710_7654255234759262208_n.jpg

“ส่วนสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับทีมหรอ อืม… มันพูดยากนะ นักบอลเราเหมือนเดิม ทีมโค้ชเราเหมือนเดิม แต่นักบอลเยาวชนของเราจะมีประสบการณ์มากขึ้น อย่างที่บอกไป ปี 2018 เราจบอันดับ 8 ปีที่ผ่านมาเราจบอันดับ 6 ซึ่งนี่เป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าเราอยู่รอดในไทยลีก 3 ได้ แม้จะไม่มีนักเตะต่างชาติที่จะเพิ่มคุณภาพ จนพาเราเลื่อนชั้นได้ ที่เราพูดถึงตอนนี้คือการทำทีมให้มีความยั่งยืน ให้อยู่ได้ โดยที่ผมแบกภาระแล้วไม่เกิดปัญหาจนทีมฟองสบู่แตก เราอยากให้ทีมอยู่ได้ด้วยตัวเอง ให้มีปัญหาน้อยลงเรื่อยๆ จนไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้ทีมเราดำเนินไปอย่างราบรื่น” นี่คือสิ่งที่บิ๊กเก่ง อธิบายให้เราฟัง กับเรื่องต่างๆ ที่จะเกิดกับทีมต่อไปในฤดูกาล 2020

และในส่วนของเป้าหมายปีหน้านั้น ประธานสโมสร ฉะเชิงเทรา ไฮเทค ก็ยอมรับตรงๆ ว่า ยังไม่ได้มองไปที่การเลื่อนชั้น แต่เน้นไปที่การทำให้ทีมมีความมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ “ส่วนเป้าหมายปีหน้า ยังไม่ใช่การเลื่อนชั้นครับ เพราะตอนนี้สภาวะการเงินของเราก็ยังไม่ถึงกับดีทีเดียว บางทีมเขาอาจไม่กล้าพูด อาจซุกไว้ใต้พรม เรายอมรับว่าปัญหาทีมเราก็มี แต่ตอนนี้น้อยลงมากแล้ว เพราะเราใช้วิธีการที่ผมบอกไป ตอนนี้ผมกล้าพูดว่า แม้เราจะใช้เด็กท้องถิ่นที่เราปั้นมา เราก็สามารถอยู่รอดในไทยลีก 3 ได้ หากมาถึงวันที่เรามีเงิน แล้วเจ้าของทีมไม่ต้องควักเงินจนเดือดร้อนตัวเอง เราก็จะเอาตัวต่างชาติเข้ามา เพื่อขึ้นไปในไทยลีก 2 แล้วอยู่ได้แบบยั่งยืน ไม่ใช่ขึ้นไปแล้วแพ้ตลอด จนตกชั้นกลับมาอย่างเร็ว ซึ่งจะกลายเป็นเหมือนเอาเงินไปถลุงทิ้ง มันจะทำให้เราเห็นว่าทีมไม่แข็งแรงพอ เราขึ้นได้ เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ไม่ใช่ขึ้นไป แล้วก็ตกลงมาเลย”

“หลักบริหารทีมจริงๆ ที่ผมเน้นคือความยั่งยืน ไม่ให้ทีมเกิดภาวะฟองสบู่แตก ไม่เกิดการทิ้งทีม หรือรับภาระในทีมไม่ไหว ผมเข้าใจแฟนบอลรวมถึงผู้สนับสนุนว่าอยากเห็นทีมขึ้นไทยลีก 2 เพื่อเรื่องของประโยชน์ ความสะดวก หรือการได้เห็นทีมเราเจอทีมใหญ่ๆ มากขึ้น แต่หากเราขึ้นไป แล้วรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว ปีต่อไปอาจกลายเป็นว่าเราต้องหยุดการทำทีมไปเลยก็ได้ และการทำทีมเพิ่อสร้างทรัพยากรของเราอย่างยั่งยืนก็หายไป เพราะการแบกรับภาระไม่ไหว เราทำทีมแบบค่อยเป็นค่อยไป ดีกว่าทุ่มทั้งหมดจนรับภาระไม่ไหว จนทีมหายไปเลยดีกว่า เราต้องคิดอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทีมเดินได้ และปัญหาการยุบทีมจะได้น้อยลงไป ผมอยากเห็นทีมทุกทีมอยู่กับวงการฟุตบอลไทยอย่างครบถ้วนและยั่งยืน” ‘บิ๊กเก่ง’ กล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายนี้ แฟนบอลฉะเชิงเทรา ไฮเทค อาจจะต้องรอการที่จะได้เห็นทีมรักเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในลีกที่สูงกว่าอีกสักหน่อย เพราะมันอาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา แต่สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลของทีมปลากัดนักสู้น่าจะสบายใจได้คือ พวกเขาจะไม่มีทางเห็นทีมของตัวเองต้องล่มสลาย พักทีม หรือยุบทีมไปแน่นอน เพราะทีมของพวกเขานั้นมีเสถียรภาพ เพื่อทำทีมอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ พวกเขาจะไม่มีทางเห็นประธานสโมสรของพวกเขาทิ้งทีมไปอย่างแน่นอน

Thai League

แบ่งปัน