การตัดสินใจของ ซีดาน ที่เลือกไล่ เบล​ ต่อหน้าสื่อ

352

การตัดสินใจของ ซีดาน ที่เลือก “ไล่ แกเร็ธ เบล”​ ต่อหน้าสื่อ กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขา “แพ้” ในเกม “บริหารความรู้สึก” ของนักเตะซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของผู้จัดการทีม

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

เมื่อวานนี้ กีเยม บาลาเก นักข่าวชื่อดังฝั่งฟุตบอลสเปนเปิดเผยว่า แกเร็ธ เบล หมดความอดทนกับสถานการณ์ของเขาที่ เรอัล มาดริด แล้ว หลังจากไม่มีชื่อในเกมพบกับ คลับ บรูชช์

แฟนบอลทั้งโลกก็รู้ดีว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาอย่างเดียวระหว่าง แกเร็ธ เบล และ ซีเนดีน ซีดาน แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นมานานตั้งแต่ช่วงที่ ซีดาน เข้ามารับงานผู้จัดการทีมของ เรอัล มาดริด เป็นครั้งที่ 2 ช่วงเดือนมีนาคม

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ย้อนกลับไปในช่วงก่อนที่ ซีดาน จะกลับมารอบสอง ความจริง ซีดาน ก็เคยต้องการให้ ฟลอเรนตีโน เปเรซ ขาย แกเร็ธ เบล ออกจากทีมมาตั้งแต่ฤดูกาล 2017-18 แล้ว

เหตุผลที่ ซีดาน ไม่ชื่นชอบ แกเร็ธ เบล นั้นไม่เคยมีการเปิดเผย แต่เมื่อเทียบกับว่ามีปัญหาทั้งเจ็บบ่อย พูดภาษาสเปนไม่ได้ ไม่ค่อยสนใจความสัมพันธ์นอกสนามกับเพื่อนร่วมทีม ไปจนถึงฟอร์มไม่สม่ำเสมอและเล่นไม่เข้าระบบ แถมค่าเหนื่อยก็สุดจะแพง (ประมาณ 390,000 ยูโรต่อสัปดาห์ หลังหักภาษี) ก็น่าจะเพียงพอที่จะเข้าใจ

เปเรซ ยินยอมที่จะทำตามคำขอของ ซีดาน แต่ เบล ดันยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศ แชมเปียนส์ ลีก ได้ 2 ประตูในเกมพบ ลิเวอร์พูล ซะนี่ เลยทำให้ เปเรซ ตัดสินใจไม่ขาย

หนำซ้ำ เปเรซ ยังตัดสินใจรับข้อเสนอมูลค่า 100 ล้านยูโรจาก ยูเวนตุส เพื่อปล่อย คริสเตียโน โรนัลโด ด้วย ซึ่งไม่นานนับจากนั้น ซีเนดีน ซีดาน ก็วางมือจากการคุมทีม เรอัล มาดริด เช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า “สโมสรต้องมีความเปลี่ยนแปลง”

แต่ในด้านสื่อก็วิเคราะห์กันมันส์มือว่า เพราะ ฟลอเรนตีโน เปเรซ แทรกแซงเรื่องการคุมทีมหลายอย่าง และ ซีดาน ไม่มีอำนาจในการคุมทีมโดยสมบูรณ์ เลยทำให้เขาต้องตัดสินใจแบบนั้น

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

เมื่อมาถึงจุดที่ ซีดาน กลับมาคุมทีมเป็นครั้งที่สอง หน้าสื่อก็หอมหวานเป็นธรรมดา คำพูดของเขาว่า “ที่ตัดสินใจกลับมาอีกครั้ง เพราะรักสโมสรนี้เกินกว่าจะปฏิเสธ”

ผมเชื่อว่า ซีดาน ไม่ได้โกหก แต่มันก็เป็นข้อเท็จจริงด้านหน้าเท่านั้น และด้านหลัง ซีดาน ก็ยื่นคำขาดกับ เปเรซ ว่า “แกเร็ธ เบล ต้องย้ายออกจาก เรอัล มาดริด”

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ถือว่า แกเร็ธ เบล นั้นใกล้เคียงกับการย้ายออกจาก เรอัล มาดริด มากที่สุดแล้วจริง ๆ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

เหตุการณ์สำคัญของเรื่องนี้คือตอนที่ ซีเนดีน ซีดาน ประกาศต่อหน้าสื่อหลังจบเกมพรีซีซันพบกับ บาเยิร์น มิวนิค ว่า

“ผมหวังว่าเขาจะย้ายออกจากทีมในเร็ว ๆ นี้ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เรากำลังดำเนินการเรื่องสโมสรใหม่ของเขากันอยู่”

“ผมไม่มีปัญหาส่วนตัวอะไรกับเขา แต่เมื่อถึงเวลาที่อะไรจะเกิดขึ้น มันก็ต้องเกิดขึ้น”

คำพูดนี้ของ ซีเนดีน ซีดาน ทำให้เอเยนต์ของ แกเร็ธ เบล อย่าง โจนาธาน บาร์เน็ตต์ ออกโรงสวนใส่ ซีดาน ทันทีว่า “หน้าไม่อาย และไม่แสดงความเคารพต่อผู้เล่นที่ทำเพื่อ เรอัล มาดริด มาตลอดหลายปี”

มองในด้านการตัดสินใจของ ซีดาน ครั้งนี้ เข้าใจได้ว่าเขาต้องการทำให้ “แกเร็ธ เบล ไม่อยู่กับ เรอัล มาดริด” ทุกวิถีทาง

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาหลังจากนั้นคือ แกเร็ธ เบล ก็ยังมีโอกาสได้ลงเล่นในพรีซีซันบ้าง แต่ก็มีข่าวออกมาว่า เขากำลังจะย้ายไปร่วมทัพ เจียงซู ซูหนิง โดยรับค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 1 ล้านยูโร ทำให้เขาเป็นนักเตะที่ได้ค่าจ้างสูงที่สุดในโลก

ตอนแรก เรอัล มาดริด ตอบรับข้อเสนอมูลค่า 20 ล้านยูโร จาก เจียงซู ซูหนิง แล้วด้วยซ้ำ แต่บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจกลับคำ หลังจากได้ยินข่าวลือว่า

มีสโมสรจากจีนสโมสรอื่นที่เตรียมเงินก้อนโตเพื่อเซ็นสัญญากับ ฮาเมส โรดรีเกซ เลยหวังจะโก่งราคา เบล เพิ่ม ซึ่งสุดท้ายข่าวลือที่ว่าก็เป็นแค่ข่าวปลอม

เปิดประตูให้ แต่ไม่ยอมให้เดินออก …​ แกเร็ธ เบล ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม และเรื่องนั้นทำให้มุมมองของเขาต่อ ซีดาน และสโมสรนั้นแย่ลงกว่าเดิมไปอีก

ด้วยเหตุการณ์นานัปการทำให้ เบล ไม่มีชื่อในเกมกระชับมิตรที่แข่งขันกันในประเทศเยอรมนีทั้ง 2 เกม เพราะ “สภาพจิตใจไม่พร้อม”

แม้ บาร์เน็ตต์ จะหาทางออกให้กับลูกค้าของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายคงไม่มีข้อเสนอไหนที่ถูกใจ แกเร็ธ เบล ทำให้เขาตัดสินใจอยู่กับทีมต่อไป ท่ามกลางผู้เล่นตัวรุกของ เรอัล มาดริด ที่เจ็บหลายคน

บางที แกเร็ธ เบล อาจจะคิดว่าตัวเองยังมีโอกาสอยู่ที่ เรอัล มาดริด ก็ได้

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

และเขาก็ได้รับโอกาสนั้นจริง ๆ เบล ได้ลงเล่นใน ลาลีกา ถึง 6 จาก 8 เกม ซึ่ง 2 เกมที่ไม่ได้ลงเล่น เกมนึงมาจากใบแดงในเกมพบ บียาร์เรอัล ที่เขาระเบิดฟอร์มยิง 2 ประตู

ประเด็นมันอยู่ตรงนี้เอง …​ ในเกมที่ เรอัล มาดริด พบกับ โอซาซูนา ในวันที่ 25 กันยายน นั้นยังเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ ซีดาน จะให้ เบล พักบ้าง เพื่อเปิดทางให้ โรดรีโก โกเอส ขึ้นมาเล่นบ้าง

แต่พอมาถึงเกม ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก พบกับ คลับ บรูชช์ ซึ่งนับเป็นเกมสำคัญหลังจากแพ้ในเกมเปิดสนามพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในรายการนี้มาแล้ว …

ปรากฏว่า แกเร็ธ เบล ไม่มีชื่อ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตลอดเวลาที่ แกเร็ธ เบล ได้โอกาสลงเล่น เขาลงไปแสดงผลงานให้ ซีดาน เห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง และเล่นด้วยความรู้สึกที่ต้องพิสูจน์ตนเองตลอดเวลา

ไม่แปลกอะไรที่เขาจะมีอารมณ์โกรธที่เก็บซ่อนอยู่ข้างในตลอด 90 นาทีของเกม

เมื่อทำผลงานได้ เบล ย่อมมีความหวังว่า ตนเองจะได้รับการคำนึงว่าเป็นคนสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของทีม

และ ซีดาน ตัดสินใจตอบแทนเขาด้วยการตัดชื่อออกจากเกมเวทีใหญ่ และที่สำคัญคือ “ไม่มีคำอธิบายอะไรให้เขาเลย”

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

การปฏิบัติของ ซีเนดีน ซีดาน ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ “ไม่เป็นธรรม”​ ต่อความรู้สึกของ แกเร็ธ เบล และเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้เขาหมดความอดทนต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างถึงที่สุด

เมื่อมองไปที่เหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว ว่ากันตามหลักเหตุผล และความรู้สึกที่ไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ก็ต้องยอมรับว่า แกเร็ธ เบล ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจริง ๆ

และถ้าว่ากันตามหลักของจิตวิทยาขององค์กร .. ก็ถือว่า ซีเนดีน ซีดาน ทำเรื่องที่ผิดในฐานะผู้นำอยู่ 2 ข้อเต็ม ๆ

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

อย่างแรกคือ การตัดสินใจใช้สื่อเป็นเครื่องตอกย้ำซ้ำเติม

“ชมในที่แจ้ง ชี้แจงในที่ลับ” นั้นถือเป็นหลักการพื้นฐานของคนที่มีภาวะผู้นำ โดยเฉพาะในยุคสมัยใหม่ แต่สิ่งที่ ซีดาน ทำนั้นขัดกับกฎนี้อย่างรุนแรง

การตัดสินใจใช้ “หน้าสื่อ” เป็นตัวเลือกในการตอกย้ำการตัดสินใจของเขา ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจแบบไหน ก็ล้วนแต่เป็นการตัดสินใจที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาและ เรอัล มาดริด เลย

โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่ได้แน่ใจ 100% ว่า แกเร็ธ เบล จะได้ย้ายออกจากทีมแน่นอน

เหตุการณ์นี้ทำให้ แกเร็ธ เบล ต้องเสียหน้าอย่างรุนแรงในฐานะผู้เล่นที่ไม่ต้องการต่อสาธารณะ และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของทั้ง 2 คนขาดสะบั้น เหลือไว้แค่การทำงานด้วยกันในฐานะมืออาชีพเท่านั้น

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

อย่างที่สอง คือการไม่มีความซื่อสัตย์และโปร่งใสต่อผู้เล่นภายในทีม

ถ้า ซีดาน จะยืนยันคำตัดสินใจกับ แกเร็ธ เบล ว่าเขาต้องย้ายออกจากทีมเท่านั้น ก็ควรนั่งอธิบายกับตัวนักเตะอย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา และนั่นคือทั้งหมดที่เขาสามารถทำได้ในฐานะผู้นำ

จนถึงปัจจุบันเรายังไม่เคยรู้ว่า ซีดาน ได้พูดคุยกับ แกเร็ธ เบล อย่างตรงไปตรงมาในประเด็นนี้หรือไม่

แต่สิ่งที่เราได้รู้คือ แกเร็ธ เบล ไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆ จากการไม่มีชื่อในเกมพบกับ คลับ บรูชช์

จริงอยู่ที่ ซีดาน ก็อยากให้ แกเร็ธ เบล พ้น ๆ ออกไปจากทีมซะที แต่วันนี้ยังต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องแคร์ความรู้สึกกันบ้าง

ปัจจุบันมันหมดยุคของ “หัวหน้า” ที่อยากจะทำ อยากจะสั่งอะไรก็ได้ โดยที่ลูกน้องไม่มีสิทธิ์ถกเถียงไปแล้ว โดยเฉพาะในสโมสรฟุตบอลอย่าง เรอัล มาดริด

ราวกับว่า ซีดาน ไม่ได้เรียนรู้ถึงจุดนี้จาก คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มีลักษณะนิสัยแบบ “คุณพ่อ”​ ที่ใส่ใจความรู้สึกผู้เล่นภายในทีมอย่างดี

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ด้วยการปฏิบัติทั้ง 2 ข้อ ในหลักของจิตวิทยาเรียกว่า ทำให้ แกเร็ธ เบล สูญเสีย “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ไปจนหมด

ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกว่า “ต่อให้ทำผลงานได้ดีแค่ไหน ก็ไม่มีความหมายต่อ เรอัล มาดริด อีกแล้ว”

ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็จะทำให้ ซีดาน หนักใจมากขึ้นหากจะเลือกส่ง แกเร็ธ เบล ลงไปเล่น ซึ่งถ้าไม่ให้โอกาสเลยจริง ๆ ก็ขัดใจแฟนบอลใน ซานตีอาโก เบร์นาเบว ที่ล่าสุดเพิ่งปรบมือให้ความเคารพกับ เบล ในเกมพบ กรานาดา จากการทำแอสซิสต์ให้กับ คาริม เบนเซมา ด้วย

ที่สำคัญก็ยังไม่มีสิ่งใดที่บ่งชี้ว่า แกเร็ธ เบล จะย้ายออกจาก เรอัล มาดริด ในช่วงต้นปีหน้าหรือเปล่า แล้วจะขัดใจกันไปทำไม

ถ้ามองภาพใหญ่ในห้องแต่งตัว มันก็ทำให้บรรยากาศของผู้เล่นภายในทีมแย่ลงกว่าเดิมไปอีก และอาจเกิดคำถามในใจของผู้เล่นบางคนว่า “แล้วเรายังเชื่อมั่นในโค้ชคนนี้ได้อยู่หรือเปล่า”

สรุปแล้วคือการปฏิบัติของ ซีดาน ต่อ แกเร็ธ เบล อย่างเกินควรนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ปัจจุบัน เรอัล มาดริด กำลังทำผลงานเป็นจ่าฝูงของ ลาลีกา ก็จริง จนหลาย ๆ คนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า หรือว่า ราชันชุดขาว กำลังอยู่ในช่วงที่ดีขึ้นแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรภายในทีมแล้ว?

แต่ความจริงคือ เบื้องหลังห้องแต่งตัวของ เรอัล มาดริด ยังคงมีปัญหาอยู่ และมันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ด้วย เมื่อปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่จากนักเตะคนนึง แต่เป็นตัวของโค้ชเอง

ถ้า ซีดาน สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีมนุษยธรรมในเวลาต่อจากนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีต่อทุกฝ่าย ทั้ง เบล และตัวเขาเอง

แต่ถ้ากลายเป็นว่า ซีดาน ไม่ลดอัตตาของตัวเองลงไป มันก็อาจทำให้รอยร้าวที่เกิดขึ้นนี้ กลายเป็นตราบาปของเขาเองในสักวัน

และตราบาปนั้นจะยิ่งเจ็บช้ำกว่าเดิม ถ้าผลงานในสนามของ เรอัล มาดริด ไม่ได้จบลงที่ถ้วยแชมป์

เสพติดบอลสเปน
แบ่งปัน