ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกในช่วง 10 ปีหลัง

230

นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา จะมีใครบ้างที่เป็น 11 นักเตะผู้สุดยอดที่สุดแห่งพรีเมียร์ลีกทศวรรษนี้

ผู้รักษาประตู : ดาบิด เด เคอา

หลังจากประสบปัญหาการปรับตัวในช่วงแรกที่ย้ายมาเมื่อปี 2011 แต่หลังจากคุ้นเคยกับสไตล์บอลอังกฤษแล้ว เด เคอา ก็กลายเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในทศวรรษนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้

แม้จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแค่ครั้งเดียวในปี 2013 แต่ผลงานส่วนตัวนั้นกวาดรางวัลไปมากมาย ทั้งการติดทีมยอดเยี่ยมพีเอฟเอ 5 ครั้ง, ผู้เล่นยอดเยี่ยมของสโมสร 4 ครั้ง รวมถึงติดทีมยอดเยี่ยมฟีฟ่า ฟิฟโปรเมื่อปี 2018

ปัจจุบันนายด่านชาวสเปนที่เพิ่งจะต่อสัญญากับปีศาจแดงไปจนถึงปี 2023 กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นซีเนียร์ประจำทีมไปแล้ว และในฤดูกาลนี้ก็ได้เป็นกัปตันทีมลำดับที่ 2 รอง แอชลีย์ ยัง อีกด้วย

แบ็คขวา : พาโบล ซาบาเลต้า

แบ็คขวาชาวอาร์เจนไตน์ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงหนึ่งวันก่อนหน้าที่กลุ่มทุนจากอาบูดาบีจะเข้มาเทกโอเวอร์สโมรเมื่อปี 2008

นับเฉพาะผลงานตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2017 ซาบาเลเต้ ถือเป็นขุนพลสำคัญที่พาเรือใบสีฟ้าคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย ขณะที่ตัวเขาเองก็เคยติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอเมื่อปี 2013 อีกด้วย

ปัจจุบันแม้วัยจะล่วงเลยมาถึง 34 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังยืนหยัดลงเล่นให้เวสต์แฮม ยูไนเต็ดเป็นฤดูกาลที่ 3 นับตั้งแต่ย้ายมาจากเรือใบสีฟ้าเมื่อปี 2017

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ : แว็งซองต์ กอมปานี

หากจะบอกว่า กอมปานี คือกองหลังที่ดีที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เกินความจริงแน่นอน

กองหลังชาวเบลเยียมผู้เป็นทั้งเสาหลักในแนวรับและกัปตันทีมจอมแกร่งของเรือใบสีฟ้า ผู้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้ง 4 สมัย

การขาดหายไปของเขาในฤดูกาลนี้ ทิ้งช่องโหว่ในเกมรับให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อย่างใหญ่หลวงทีเดียว

กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2015 ฟาน ไดค์ ย้ายมาอยู่กับเซาแธมป์ตันด้วยค่าตัวเพียง 13 ล้านปอนด์ ทว่าต่อมาเดือนมกราคมในปี 2018 เขาก็กลายเป็นกองหลังค่าตัวแพงที่ในโลก ณ เวลานั้นทันที

ดาวเตะชาวดัตช์ตอบแทนค่าตัว 75 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลทุ่มจ่ายไปแบบเกินคุ้ม โดยนอกจากจะยกระดับเกมรับของทีมให้แข็งแกร่งแล้ว ตัวเขาเองนั้นยังก้าวมาเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในโลกแห่งยุคนี้ด้วย

แน่นอนว่า ฟาน ไดค์ คือหนึ่งในแข้งตัวเต็งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้ รวมถึงยังมีโอกาสสูงทีเดียวในการพาหงส์แดงปลดล็อคคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้ด้วย

แบ็คซ้าย : เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

แบ็คชาวสเปนที่สามารถประจำการได้ทั้งสองฝั่ง แต่ในทีมชุดนี้เราเลือกให้เขาเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้าย

นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับเชลซีเมื่อปี 2012 อัซปิลิกวยต้า เป็นกำลังสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย และไม่จะเปลี่ยนกุนซือไปกี่คน เขาก็ยังคงยึดตำแหน่งตัวจริงมาได้ตลอด

และปัจจุบันในวัย 30 ปี เขาก็ก้าวมารับตำแหน่งสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมแบบเต็มตัวแล้ว

กองกลาง : ยาย่า ตูเร

ในช่วงฟอร์มพีคที่สุด ตูเร ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดกองกลางของพรีเมียร์ลีกที่ใครก็รับมือได้ยากจริง ๆ

มิดฟิลด์ชาวไอวอรีโคสต์ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกร่วมกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3 สมัย แม้ว่าจะเริ่มโดนลดบทบาทลงไปเมื่อก้าวเข้าสู่ยุของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ตาม

ผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของเขาเกิดขึ้นในฤดูกาล 2013-2014 ที่จัดการระเบิดฟอร์มซัดไปถึง 20 ประตู นอกจากนี้ยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทวีปแอฟริกา 4 ครั้งติดต่อกันในช่วงปี 2011-2014 อีกด้วย

กองกลาง : เอ็นโกโล ก็องเต้

นี่คือนักเตะที่ไม่น่าเชื่อว่า เลสเตอร์ ซิตี้ จะซื้อมาร่วมทีมเมื่อปี 2015 ด้วยค่าตัวแค่ 5 ล้านปอนด์เท่านั้น

เพียงแค่ฤดูกาลแรกในพรีเมียร์ลีก ก็องเต้ ก็แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวทันที ด้วยการเป็นหนึ่งขุนพลชุดประวัติศาสตร์พาจิ้งจอกสยามคว้าแชมป์แบบหักปากกาเซียนทุกสำนัก

ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ทำให้เขาได้อยู่กับเลสเตอร์แค่ปีเดียว ก่อนจะย้ายมาเล่นให้เชลซี และก็คว้าแชมป์ได้ทันทีในปีแรกเช่นกัน ก่อนที่ปัจจุบันจะก้าวมาเป็นกองกลางตัวรับที่ดีที่สุดในโลกไปแล้ว

กองกลาง : ดาบิด ซิลบา

หากมีการเอ่ยถึงสุดยอดนักเตะชาวสเปนตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ชื่อของ ดาบิด ซิลบา จะต้องถูกกล่าวถึงเป็นลำดับแรก ๆ แน่นอน

มิดฟิลด์ร่างเล็กแต่ฝีเท้าสุดจัดจ้านรายนี้ เป็นกำลังสำคัญที่คอยขับเคลื่อนแดนกลางของแมนเชสเตอร์ ซิตี้มาตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปัจจุบัน และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 4 สมัย

และในฤดูกาลนี้หลังจาก แว็งซองต์ กอมปานี อำลาทีมไปแล้ว เขาก็ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกัปตันทีมคนใหม่แบบเต็มตัว

กองหน้า : ราฮีม สเตอร์ลิง

สเตอร์ลิง แจ้งเกิดขึ้นมาจากการเป็นปีกตัวจี๊ดของลิเวอร์พูลชุดคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2013-2014 ก่อนจะถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ทุ่มเงิน 44 ล้านปอนด์ คว้าตัวไปเสริมทัพในปี 2015

แม้ผลงานจะยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ในช่วงแรก แต่หลังจากจูนเครื่องติด เขาก็กลายเป็นขุนพลสำคัญในทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปแล้ว 2 สมัย

ฤดูกาล 2018-2019 ที่ผ่านมา ฟอร์มของ สเตอร์ลิง นั้นสุดยอดอย่างยิ่ง การันตีได้จากการคว้าดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ และนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ

กองหน้า : เซร์คิโอ อเกวโร

ถ้าคุณเป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คุณจะไม่มีวันลืมประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของเกมกับควีนสปาร์ค เรนเจอร์สเมื่อปี 2012 ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกแน่นอน

เอล กุน กลายเป็นเครื่องจักรถล่มประตูที่ยิงแตะหลัก 20 ลูกในพรีเมียร์ลีกมาตลอด 5 ฤดูกาลหลังสุด รวมถึงยังคว้าแชมป์ไปครองถึง 4 สมัย

ปัจจุบันแม้ว่าวัยจะเข้าสู่หลัก 31 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นกองหน้าตัวความหวังของเรือใบสีฟ้าไม่เปลี่ยนแปลง

กองหน้า : เอเด็น อาซาร์

ตลอดเวลา 7 ปีที่อยู่กับเชลซี อาซาร์ สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวรุกที่อันตรายที่สุดของพรีเมียร์ลีกอย่างเต็มตัว

ดาวเตะเบลเยียมคว้าแชมป์ร่วมกับสิงโตน้ำเงินคราม 2 สมัย รวมถึงยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2014-2015 มาครองได้ด้วย

การโยกไปค้าแข้งในลาลีกากับเรอัล มาดริด ทำให้พรีเมียร์ลีกที่ไม่มี อาซาร์ วาดลวยลายบนสนามนั้น ขาดหายสีสันไปพอสมควร

ตัวสำรอง

เป็นเรื่องยากลำบากที่เราต้องใส่ชื่อบรรดาผู้เล่นเหล่านี้เป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูที่มีทั้ง ปีเตอร์ เช็ค รวมถึง โจ ฮาร์ท

ขณะที่กองหลังก็มีมากมายทั้ง จอห์น เทอร์รี, เลห์ตัน เบนส์, ไคล์ วอล์คเกอร์, ดาวิด ลุยซ์ รวมถึงสามตำนานแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่าง ปาทริซ เอฟรา, เนมานยา วิดิช และ ริโอ เฟอร์ดินานด์

ส่วนกองกลางก็มีทั้ง ไมเคิล คาร์ริค, เชสก์ ฟาเบรกาส รวมถึงสองห้องเครื่องจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้อย่าง แฟร์นันดินโญ และ เควิน เดอ บรอยน์

ปิดท้ายที่กองหน้าซึ่งมีทั้งดีกรีแชมป์อย่าง เวย์น รูนีย์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี, เจมี วาร์ดี้ รวมถึงรายอื่นที่ยังไม่มีแชมป์การันตีอย่าง แฮร์รี เคน, โรเมลู ลูกากู, หลุยส์ ซัวเรซ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

www.goal.com

แบ่งปัน